ในชีวิตการทำงานนั้น ความขัดแย้ง และความไม่ลงรอยกันเรื่องการทำงานถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของปถุชนคนธรรมดาทั่วไป ความขัดแย้งนั้นอาจจะเป็นด้านแนวคิด และแนวทางการปฏิบัติ แต่สิ่งที่เหมือนกันสำหรับคนทำงาน (จริง) ก็คือผลความสำเร็จของงาน ความขัดแย้งนั้นอาจจะแบ่งได้ง่าย ๆ เป็น 2 ระดับ คือ ระดับเพื่อนร่วมงาน และระดับผู้บังคับบัญชา ซึ่งบทความฉบับนี้ขอนำเสนอในประเด็นที่สองก็คือ ความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา จุดเริ่มของความขัดแย้งอาจจะมาจากพื้นฐานด้านแนวคิด และประสบการณ์ทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งในบางเรื่องก็อาจจะยากที่จะฟันธงลงไปกว่าใครผิดหรือถูก แต่ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้นเราอาจจะบอกกับตัวเองได้ว่า อะไรคือทางออกและสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะเหมือนการปิดทองหลังพระ แต่สิ่งที่อยากจะบอกกล่าวกับผู้ปฏิบัติงานในระดับปฏิบัติการทั่วไปก็คือ ไม่ว่าความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม ผู้ที่เสียเปรียบมักจะเป็นตัวของผู้ปฏิบัติงานเอง.. ขอให้พิจารณาจากตัวอย่างนี้อย่างถี่ถ้วนนะครับ
1. ผู้บังคับบัญชาอาจไม่มอบหมายงานที่สำคัญให้ท่านทำอีกเลย

ในประเด็นนี้ตัวผู้ปฏิบัติงานเองก็อาจไม่มีโอกาสที่จะเรียนรู้งานในหน้าที่ ๆ รวมทั้งงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่าเสียโอกาสของตัวผู้ปฏิบัติงานเองที่จะมีโอกาสเรียนรู้งานใหม่ ๆ บางครั้งอาจจะมีเสียงแย้งขึ้นมาว่า “เรียนรู้เองก็ได้”ประเด็นนี้ก็จริงอยู่ เพราะความรู้ใคร ๆ ก็สามารถเรียนกันได้ แต่จะไม่ดีกว่าหรือที่เรามีโอกาสเรียนรู้ในงานที่ทำอย่างทะลุปรุโปร่ง และได้จัดการงานที่สำคัญที่แม้แต่บางคนยังไม่มีโอกาสที่จะได้ปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้จะสร้างความภูมิใจให้กับตัวเอง และจะทำให้เราเองนั้นรู้สึกว่าชีวิตนั้นมีคุณค่า และมีประโยชน์ อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือมีโอกาสฝึกฝนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อย ๆ ก็เป็นโอกาสแสดงความสามารถของท่านให้ประจักษ์กับสายตาคนอื่น ๆ รวมทั้งผู้บังคับบัญชาของตัวเอง อีกนัยหนึ่ง อาจเรียกได้ว่ามีโอกาสฝึกฝน ฝึกปรือฝีมือความสามารถของตัวเองไม่ให้ขึ้นสนิม ในทางกลับกัน ถ้าผู้ปฏิบัติงานนั้นไม่ได้รับมอบหมายงาน ก็อาจจะเรียกได้ว่าว่างงาน แต่การว่างนั้นอาจจะเป็นความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่ในระยะยาวนั้นกลับไม่เป็นผลดีเลย เพราะหากเมื่อต้องย้ายที่ทำงาน หรือไปปฏิบัติงานในองค์กรอื่น ๆ ก็จะไม่สามารถปฏิบัติงานหรืออวดฝีไม้ลายมือได้อย่างจัดเจนเหมือนกับคนที่ทำงานมาก ๆ และในการสอบสัมภาษณ์ก็อาจไม่สามารถตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำเกี่ยวกับความสามารถและศักยภาพของตัวเอง อันจะนำมาซึ่งความถดถอยของความมั่นใจในตัวเอง และความเชื่อมั่นในการพบปะพูดจากับคนอื่น ๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">2. ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความนับถือซึ่งกันและกันจะเปรียบเสมือนรอยร้าว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการผสานรอยร้าวเหล่านั้น ให้กลับมาดีดังเดิม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจกันอยู่ในระดับขุ่นมัว การประสานงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องย่อมได้รับผลกระทบตามมาเปรียบเสมือนเป็น Domino Effects ซ้ำร้ายไปกว่านั้นอาจจะลุกลามไปถึงความไม่นับถือซึ่งกันและกันเลยทีเดียว ซึ่งผู้ปฏิบัติงานบางท่านที่มีวุฒิการศึกษาสูงกว่า หรือมีเท่ากับผู้บังคับบัญชา อาจจะความมั่นใจเกินไปในการทำงาน โดยอาจจะก่อให้บรรยากาศในการพูดคุยงาน หรือการเสนอแนวคิดในประเด็นต่าง ๆ เป็นไปในบรรยากาศของการชิงดีชิงเด่น หักหน้า โดยอาจรวมถึงการแสดงความคิดในเชิงก้าวร้าวก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง ซึ่งเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ และความนับถือนั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทย ความก้าวร้าวของผู้ปฏิบัติงานไม่ว่าใครมาพบเห็น ตัวผู้ปฏิบัติงานเองนั่นแหละจะเป็นฝ่ายเสีย เพราะอาจจะถูกตราหน้าได้ว่า ท่านนั้นเป็นคนที่ไม่มีสัมมาคาราว และหัวแข็ง ซึ่งในความเป็นจริง นั่นอาจจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของท่าน แต่เพราะความไม่ไว้วางใจ ความอ่อนน้อมที่ขาดหายไป ความเคารพนบนอบ กอปรกับกริยาที่พึงควรปฏิบัติแก่ผู้บังคับบัญชานั้นได้เลือนหายไป เพราะสาเหตุมากจากความคิดและความเป็นตัวตนที่ถูกครอบงำด้วยรอยร้าวต่าง ๆ อันมีพื้นฐานมาจากความไม่เลื่อมใสและขาดศรัทธาของผู้ปฏิบัติงาน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">3. ความเครียดของตัวผู้ปฏิบัติงานเองที่วัน ๆ ต้องพบหน้ากับผู้บังคับบัญชา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>คนที่ไม่ชอบหน้ากัน มีความขุ่นข้องหมองใจซึ่งกันและกัน และมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต้องทำงานร่วมกัน ย่อมก่อให้เกิดความเครียดทั้งสองฝ่าย สถานการณ์แบบนี้เปรียบได้เสมือนหลุมดำในห้วงอวกาศที่ไม่สามารถหาทางออกได้ ทางออกในที่นี้ก็คือทางออกของความคิดนั่นเอง การที่คนเราไม่ว่าจะทำงานในระดับใดก็ตาม ความเครียดส่งผลอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานให้อยู่ในระดับที่ควรจะเป็น แน่นอนว่าคนที่มีความเครียด ศักยภาพของความคิดและสมาธิย่อมถูกบั่นทอนลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของผู้ปฏิบัติงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ความเครียดย่อมส่งผลถึงคุณภาพของงานที่คนเหล่านั้นปฏิบัติอยู่ด้วย แน่นอนว่า ไม่ว่าใครที่ถูกความเครียดครอบงำ ผลการปฏิบัติงานของเขาเหล่านั้นย่อมลดลงไปด้วย และก็จะส่งผลให้ตัวเองนั้นถูกตำหนิ หรือต่อว่า ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และแน่นอนผู้บังคับบัญชาของท่านคนนั้นด้วย ซึ่งอาจจะนำมาสู่การถูกกีดกันความก้าวหน้าในการทำงาน ความน่าเชื่อถือ ตลอดจนความเลื่อมใสต่อตนเองที่อาจจะถูกบั่นทอนลงไปด้วย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นวงจรที่มีผลกระทบต่อกันเป็นลูกโซ่ และส่งผลอย่างมากต่อการปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติงานพบและจะต้องกับเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ก็ขอให้คิดพิจารณาให้ดีก่อนว่าปัญหาเหล่านั้นเป็นเรื่องใหญ่ และควรนำมาคิด (มาแค้น) หรือไม่ ถ้าลองคิดพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้วปัญหาส่วนใหญ่ที่คนทำงานเผชิญส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเล็ก ๆ ทั้งนั้น แต่ถูกจิตใจและความยึดมั่นถือมั่นในตนเองจินตนาการว่าปัญหานั้นใหญ่เหลือเกิน นอกจากนี้ ผลของความเครียดมากกว่า 90% นั้น เป็นตัวการบ่อนทำลายสติ ความคิด และความสามารถของคน ๆ นั้นเอง ดังนั้น จงยิ้มสู่กับปัญหา และบอกตัวเองว่าไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขประการใด นี่แหละวังวนของมนุษย์เดินดินอย่างเรา… </p><p>ยิ้มสู้ไว้นะครับ (",) </p>
ความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับตัวเองแล้วเป็นสิ่งที่บั่นทอน ริดรอนความคิด ที่จะสร้างงาน ใหม่ๆขึ้นมาเมื่อก่อนนี้ พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ทำให้ต้องทำใจ (เลียแผล) เสียหลายวัน คิดอะไรไม่ออก หาเรื่องคนโน้น คนนี้ ใจก็เป็นทุกข์ พอดีได้มีโอกาสเข้าฝึกสุนทรียสนทนากับอ.นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ และได้อ่านหนังสือ บายพาสอารมณ์ ของอาจารย์ด้วย ทำให้ตัวเองเปลี่ยนไปพอสมควร คือ เริ่มที่การเปลี่ยนตัวเองก่อน ทำให้สบายใจขึ้นมาหน่อย คือแขวนอารมณ์ความรู้สึกนั้นไว้ก่อน
ให้กำลังกันนะจ๊ะ ดูแลวาระของตัวเองให้มาก
ขอขอบคุณ คุณ angka มากนะครับสำหรับข้อคิดเห็น แรก ๆ ตัวเองก็คิดเช่นนั้นครับ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เริ่มคิดได้ แล้วก็ไม่คิดมากครับ แต่ผมรบกวนถามนิดนึงเกี่ยวกับหนังสือบายพาสอารมณ์ได้ไหมครับ คือเห็นชื่อเรื่องแล้วอย่างอ่านมาก ๆ ขอบคุณนะครับ..