หลายคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ ! ความโกรธมีรสอร่อยด้วยหรือ ?
ถ้าสงสัยเชิญอ่านต่อ  หากไม่ข้องใจก็ข้ามผ่านไปเลย ครับ

    เราคงเคยดูละครไทย  ที่เรียกกันว่า"น้ำเน่า"กันมาบ้าง  และได้เห็นบทนางเอกเป็นคนดี 
ถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมจากตัวร้าย ตัวอิจฉา หรือแม่เลี้ยงใจโหด ไม่เว้นแต่ละวัน 
แต่ก็อดทนได้ไม่โต้ตอบ  ก้มหน้าก้มตาทำความดีไม่ลดละ  

คนดูบางคน ( เราท่าน ) นึกหมั่นไส้ตัวอิจฉาเป็นกำลัง  อยากให้นางเอกแสนดี
โต้ตอบสวนกลับให้สาสม สะใจ   ถ้าทำได้เหมือนใจเราคิดแล้ว  จะรู้สึกอร่อยสะใจ
( อัสสาทะ ) อาจเผลอโพล่งพูดออกมาด้วยว่า  "เป็นฉันหน่อยไม่ได้ 
แม่จะตบให้ดิ้นคามือเลย"
แสดงว่า  เราท่านบางคนที่ว่านั้นชอบความโกรธ  ชอบรสอร่อยของความโกรธโดยไม่รู้ตัว เข้าให้แล้ว

มีคนจำนวนไม่น้อยเมื่อโกรธแล้ว  ถ้าได้บันดาลโทสะ  ด่าทอ ทุบตี  ทำร้ายได้  จะรู้สึก
ปลดปล่อย บ่อยๆเข้าก็ติดใจไม่รู้ตัว  โกรธคราใดต้องระเบิดให้ได้   ไม่เช่นนั้นนอนไม่หลับ
ว่างั้นเถอะ

บางคนโกรธง่าย  กระทบนิดกระทั่งหน่อย  ลุกพรึบเป็นฟืนเป็นไฟ  โต้ตอบทันควัน
นั่นเป็นเพราะ...ได้สร้างสมหน่วยของความโกรธมาตั้งวัยเด็ก  เพิ่มพูนในวัยหนุ่มสาว
กระทั่งถึงวัยผู้ใหญ่เป็น"อนุสัย"สันดานนอนเนื่องทับถมกัน  โดยไม่เคยคิดจะขูดเกลา 
จึงมักไหลล้นเป็น"อาสวะ"ออกมาให้เห็น  ในรูปแบบต่างๆกัน

ส่วนคนบางคนโกรธยาก  ใจเย็นไม่วู่วาม มีเหตุมีผล  ก็เพราะว่า...ได้รับการอบรมบ่มเพาะ
ให้เป็นคนเยือกเย็น  มีเมตตากรุณา รู้จักให้อภัยมาแต่เล็กแต่น้อย  หน่วยความโกรธจึง
มีน้อยและอยู่ลึก
  ไม่ไหลออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ

ข้อคิดจากบันทึกนี้ คือว่า...ดูหนังชมละครคราใดควรระลึกเสมอว่า  ที่จริงแล้วมันเพียงบทบาท
การแสดงของตัวละครเท่านั้น  หากท่านเผลอสติ"อิน"กับมันมากเกินไป  เท่ากับเพิ่มหน่วย"อนุสัย"
ของ"ความโกรธเก็บใส่ยุ้งฉาง"โดยรู้ตัว

            .......................................................