พัฒนาหัวหน้า และลูกน้องไปพร้อมกันทำทั้งสองทาง ผลจะเป็นอย่างไร งานนี้ต้องติดตามอีก 6 เดือนนับจากนี้ไป

          เรื่องของการงัดกลยุทธ์ต่างๆ มาทำธุรกิจในปัจจุบัน มีเรื่องเด็ดๆ อยู่ไม่กี่เรื่อง และหนี่งในนั้นที่กล่าวถึงกันมาก ก็คือเรื่องของการดูแล และพัฒนาคนในองค์กร บริษัทของเรากำลังพัฒนาภาวะผู้นำทุกระดับเป็นคู่ขนานกันไป และวิธีพัฒนาในยุคปัจจุบันนั้นแตกต่างไปจากยุคเดิมๆ มาก มีการงัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ มาใช้กันอย่างแพร่หลาย

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เมื่อวานนี้เป็นวันเริ่มเปิดตัวโครงการพัฒนา Coaching Skills ให้ผู้บริหารระดับกลางของกลุ่มธุรกิจ ซึ่งมีผู้แทนมาจากบริษัทต่างๆ ในกลุ่มเกือบทุกบริษัท ผู้เข้าอบรมต้องหนีบลูกน้องสองคนมาเข้าร่วมอบรมในวันนี้ด้วยเพื่อมารับรู้ว่า หกเดือนต่อจากนี้เจ้านายของเรากำลังจะทำอะไร แล้วเราในฐานะผู้ได้รับการโค้ช (coachee) จะต้องให้ความร่วมมือในโครงการนี้อย่างไรบ้างเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของเรามีทักษะในการเป็นโค้ชที่ดีมากยิ่งขึ้น</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          โครงการนี้ถือว่าเป็นการนำร่องเพราะไม่เคยจัดในกลุ่มธุรกิจนี้อย่างจริงจังมาก่อน ส่วนใหญ่ไปเข้าห้องสัมมนา 2-3 วันแล้วก็เลิกกันไป ไม่ได้มีการประเมินติดตามผลให้เป็นเรื่องเป็นราว คนที่เป็นหนูในรุ่นนี้ได้รับการคัดเลือกจากระดับกรรมการผู้จัดการของทุกบริษัท ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของโครงการนี้</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          เราเองก็เข้าร่วมในฐานะที่หัวหน้าใหญ่ของเราเป็นผู้ถูกเลือกให้เข้าร่วมโครงการด้วย กิจกรรมที่ใช้ในวันแรกเป็นการเล่นเกม ให้ทำงานเป็นทีมระหว่างคนที่เป็นโค้ชจำแลง เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เนื่องจากเปิดตัวมาก็มีการสร้างสถานการณ์หาผู้กล้าที่จะเดินทางไปดาวดวงอื่นที่กำลังประสบภาวะวิกฤต เราต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ดาวพูห์แบร์ให้มาถึงมือหมอเพื่อรับการรักษา วิธีการหาผู้นำ 12 คน ก็คือให้พับจรวดที่จะเป็นยานพาหนะ ใครร่อนไปได้ไกลที่สุด 12 คนแรกก็จะได้เป็นหัวหน้าทีมหรือโค้ช ดังนั้นคนที่ชนะ บางคนก็เป็นผู้บังคับบัญชาตัวจริง บางคนก็เป็นลูกน้องแต่กลับไปชนะหัวหน้า เมื่อหาผู้นำได้แล้ว ก็ให้เลือกลูกทีมไปกับตัวเองทีมละสองคนโดยไม่จำเป็นต้องเป็นทีมที่เราทำงานจริง</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ในห้องสัมมนาจัดฉากให้เป็นอุปสรรคความยากลำบากมากมายที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ในการเดินทางครั้งนี้ โดยเงื่อนไขก็คือโค้ช หรือหัวหน้าทีมจะใช้มือไม่ได้ ส่วนลูกทีมทั้งสองคนจะตาบอดเหตุเกิดจากโดนกัมมันตรังสีขณะกำลังเดินทาง  ในกิจกรรมแรกนี้ทำให้ได้เรียนรู้พฤติกรรมของคน ความเชื่อถือไว้วางใจคนอื่น ความระมัดระวัง การดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันของหัวหน้าทีมกับลูกทีม  บางทีมเน้นเสร็จงาน ไปถึงที่หมายได้เร็วแต่สนใจเรื่องคนน้อย บางทีมดูแลคนให้ดีก่อน ส่วนผลลัพธ์จะได้เร็วหรือช้าไม่สำคัญ บางทีมหัวหน้าสื่อสารดีให้ข้อมูลละเอียดแนะนำวิธีเดินได้ดี โค้ชบางคนก็สั่งผิดสั่งถูกทำให้ลูกทีมไม่ไว้วางใจที่จะทำตาม</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">         พอเสร็จกิจกรรมก็มีการแสดงความเห็นเพื่อคิดทบทวนประโยชน์ที่ได้ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามบทบาทที่เล่น หลังจากนั้นกิจกรรมต่อไปก็เปลี่ยนให้โค้ชกลายเป็นสมาชิกในทีมบ้าง และให้สมาชิกหนึ่งคนในทีมมาเป็นโค้ชแทน กิจกรรมนี้ยากกว่าอันแรก เพราะโค้ชและสมาชิกจาก 4 ทีมจะต้องมารวมกันเป็นหนึ่งกลุ่มและประสานงานกัน สมาชิก 8 คนถูกปิดตามองไม่เห็นตั้งแต่อยู่นอกห้อง ช่วงเวลาที่รอคอยกว่าจะตกลงกันได้ว่าจะทำงานร่วมกันอย่างไรก็สร้างความอึดอัดให้กับคนที่มองไม่เห็น ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร และจะต้องทำอะไร อาศัยฟังเสียงที่จับได้จากวิทยากร เสียงโหวกเหวกของหัวหน้าทีมข้างเคียง เสียงคนคุยกันไม่รู้ว่าใครเป็นใคร</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          กิจกรรมนี้คนแปดคนที่มองไม่เห็นทำงานร่วมกันโดยถือเชือกคนละเส้นที่ถูกร้อยไว้รอบถัง ซึ่งก้นถังจะอยู่ด้านบน แล้วทีมจะต้องนำพาถังที่มีตุ๊กตาหมีวางอยู่บนก้นถังเดินไปให้ถึงจุดหมายหน้าห้องห้ามทำตุ๊กตาหล่น ดังนั้นคนที่มีบทบาทสำคัญคือโค้ชของทีมย่อย และหัวหน้าโค้ชใหญ่ที่จะต้องรู้จังหวะการทำงานของทีมว่าใครจะทำอะไร การสื่อสารก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ  จะให้จังหวะการเดินอย่างไรจึงจะสามัคคีเดินไปพร้อมกันได้ ตอนที่ทำสำเร็จแต่ละครั้งโค้ชจะคอยบอกว่าเราไปถึงจุดหมายแล้ว มีคนมาหยิบตุ๊กตาออกไปจากถัง เราจะเดินกลับไปหลังห้องอย่างผ่อนคลาย ช่วงไหนให้พักนั่งลงได้โค้ชก็จะบอกไม่ปล่อยให้ลูกทีมเดินตัวเกร็งตลอดเวลา ทีมใหญ่ของเราช่วยพลเมืองมาได้สี่ชีวิต ส่วนทีมอื่นได้ 2-3 ชีวิต</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>          จากกิจกรรมนี้สมาชิกที่เข้าอบรมได้บอกสิ่งที่ตัวเองค้นพบและเรียนรู้ นั่นก็คือ </p><p>   v    ความสำคัญของโค้ช และการประสานงานข้ามทีม</p><p>           v    การทำงานร่วมกันเป็นทีมใหญ่ ต้องมีเป้าหมายชัดเจนและรับรู้ให้เข้าใจตรงกัน</p><p>           v    การร่วมมือสามัคคีช่วยเหลือกันของคนร่วมทีมที่บางทีมกอดคอเดินไปหน้า 4 คน หลัง 4 คน บางทีมคล้องแขนกัน พอคนหนึ่งจะเซ คนข้างๆ ก็จะมาช่วยพยุงขึ้น</p><p>           v    การสื่อสารของหัวหน้าทีม และการดูแลให้ข้อมูลแก่ลุกทีมเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ</p><p>           v    ลูกน้องต้องตั้งใจฟังคำบอกของหัวหน้าและปฏิบัติตามให้ถูกต้อง ถ้าสงสัยต้องซักถาม</p><p>          v    การให้คำชม และส่งสัญญาณแห่งความสำเร็จในแต่ละขั้นตอนการทำงานจะทำให้สมาชิกมีกำลังใจที่จะทำงานขั้นต่อไปมากขึ้น</p><p>          v    การดูแลให้ลูกน้องทำงานอยู่ห่างๆ  และทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าพี่คอยช่วยเมื่อน้องมีปัญหาจะทำให้ลูกน้องรู้สึกภาคภูมิใจ มั่นใจในความสามารถของตนเอง มากกว่าการให้หัวหน้ามาคอยสั่งงานใกล้ๆ ตลอดเวลา</p><p>    v    หัวหน้าทีมที่ดีต้องไม่ใช้สไตล์การสอนงานแบบเดียว ต้องวิเคราะห์แต่ละคนในทีมแล้วเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม</p><p>          v    ต้องมีการเอาใจเขา มาใส่ใจเราทั้งสองฝ่าย นอกจากนั้นยังต้องไว้วางใจกันอีกด้วย</p><p>          v    อ.สรุปให้ว่า การเป็นโค้ช ไม่ใช่แค่การสอนงาน  แต่จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกน้อง และใช้กระบวนการฟัง สังเกต เรียนรู้ พร้อมทั้งสามารถจับประเด็นให้ข้อมูลย้อนกลับในเรื่องผลงานทั้งด้านบวกและลบแก่ผู้ได้รับการสอน ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์จริงๆ นะ </p><p> </p><p>       ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่า เรื่องที่ดูเหมือนรู้ๆ อยู่แล้วจะนำมาบอกเล่ากันอีกครั้งด้วยการเล่นเกมร่วมกัน และเรียนรู้จากการเล่น จากนั้นจึงนำมาแลกเปลี่ยนกันว่าใครได้อะไรจากเกมนี้บ้าง โดยส่วนตัวชอบการเรียนรู้แบบนี้ เพราะเราได้ลงมือปฏิบัติ และสิ่งที่เราเห็น เราทำ เราก็เรียนรู้เองได้ ไม่ต้องมีคนมาบอก เราจะจดจำได้ดี แต่วิธีการสอนแบบนี้ผู้เข้าสัมมนาบางคนก็บอกว่าไม่ชอบ เสียเวลา อยากกินอะไรที่เร็วกว่านี้แบบอาหารจานด่วน แค่มากระตุ้นจิตสำนึกให้เห็นความสำคัญของการเป็นโค้ชที่เก่งและดี ไม่เห็นต้องเสียเวลาตั้งหนึ่งวันเลย แต่สำหรับเราที่มีประสบการณ์ในการออกแบบหลักสูตร ก็เข้าใจดีว่านี่คือกระบวนการเรียนรู้ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการจูงใจ และสร้างเสริมทัศนคติที่ดีก่อนเริ่มเรียน เพื่อให้อยากเรียน และนำความรู้ไปใช้อย่างจริงจัง</p>