สวัสดีค่ะพี่น้องชาวblogทุกท่าน
จากที่ว่าจะเล่าเรื่องที่ไปทัวร์ขอนแก่นมา คิดว่าน่าจะเล่าเรื่องน่าตื่นเต้นเรื่องนี้ก่อนดีหว่าค่ะ หลังจากกลับจากขอนแก่นแล้ว ทางโรงเรียนก็ได้ตั้งโปรแกรมพาคณะครูไปพักผ่อนประจำปีที่จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 9 - 11 พฤษภาคม 2550 (นี่เพิ่งกลับมาถึงนะคะเนี่ย อยากเล่ามาก คิดถึงชาวgotoknowเหลือเกิน ) โปรแกรมการพักผ่อนค่อนข้างว่างมากกกกก เมื่อเดินทางเก็บของเข้าที่พัก ณ พงษ์สุดา ชาเล่ต์ ไกด์ก็แจ้งกำหนดการว่าจะพาไปนั่งรถไฟเพื่อชมทางรถไฟสายมรณะ เรานั่งรอรถไฟกันสักพักไกด์ก็มาแจ้งว่า ทางรถไฟมีดินถล่มลงมาเดินทางไม่ได้ต้องรอ เราตกลงกลับที่พัก ผ่านไป 1 วันแบบไม่มีโปรแกรมการเที่ยวอีก เฮ้อ... มองในแง่ดีแล้วกัน ดีน้าที่เราไม่ได้ไปนั่งรถไฟแล้วดินถล่มลงมาพอดี รุ่งเช้า ไกด์แจ้งว่าหลังอาหารเช้าให้เราไปลงเลือกโปรแกรม 2 โปรแกรมระหว่างขี่ช้างกับลงแพ ...เอาไรดีหว่า... เพื่อนส่งMassageมาว่าระวังภัยน้ำป่าไหลหลากทั่วกาญจน์ ..... ฮืม ....เพื่อนๆ ตัดสินใจลงแพกันหลาย เราก็ไม่เคยซะด้วย...เอาก็เอา...แต่เพื่อความสบายใจเราก็ถามไกด์ว่ามันอันตรายไหม น้ำแรงไหม เปียกมากไหม เพราะเอาของไปด้วย ไกด์บอกว่าเปียกแค่เท้าเท่านั้นครับ ถ้าไม่ลงเล่นน้ำ และทุกคนจะใส่เสื้อชูชีพไว้ตลอด... เฮ้อ ก็สบายใจขึ้น พร้อมพกข้าวของสัมภาระของตัวเองไปด้วย....(ทั้งสมุดบันทึก มือถือ กระเป๋าตังค์ และ ฯลฯ) ถึงที่ลงแพ เราก็ลงไปรอบแรก เค้าเอาเรือยาวพาเราทวนน้ำขึ้นไปแล้วปล่อยลอยตามกระแสน้ำลงมา โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิง(น่าจะเป็นพม่านะ) คอยถือพายหาทิศทางให้เรา กลุ่มครูผู้ชายก็ลงเล่นน้ำกันบางคนอย่างสนุกสนานรอบแพที่ลอยตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆ รอบแรกผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก อ๋อ แพนึงนั่งได้ 15 คนแหนะ ถ้าใครเคยไป จะเป็นแพไม้ไผ่ ด้านล่างจะมีท่อสีฟ้าใหญ่ๆ เป็นกรอบรองไว้ให้ลอยอยู่ มีหลังคามุ่งจากลำเล็กเหมือนกันนะ...พอรอบที่ 2 นี่แหละ พวกกลุ่มครูผู้ชายยังมันกับการกระโดดน้ำ อยากลงอีกรอบ เอ้า เอาก็เอาลงอีกรอบ.....เราก็บ้าจี้ลงตามไป โดยแพของเรามีครูสักประมาณ 8 คน ได้ พร้อมไกด์ผู้ชายอีก 1 คน กับสาวชาวพม่าผู้ถือพาย เราถูกเรือยาวพาทวนน้ำไปเหมือนเดิม แล้วก็ปล่อยเหมือนเดิม ครูผู้ชายก็กระโดดน้ำกันเหมือนเดิม เราก็ยืนดู กอดกระเป๋า(ห่วงทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก)เอาไว้ด้วยกลัวเปียกน้ำอย่างยิ่ง เท้าก็มีน้ำกระเซ็นเข้ามาตลอด ช่างมันแค่เท้าเปียก พอใกล้จะถึงที่หมาย สาวพม่าก็ตะโกนเบาๆ ว่าขึ้งได้แล้ว ขึ้งได้แล้ว มังหนักเข้าไม่ล่าย เราก็เอ เค้าบ่นอะไร พอเข้าใจลางๆ ว่าเค้าให้คนเล่นน้ำขึ้นได้แล้ว เราก็ตะโกนบอกคนลงน้ำว่าขึ้นเถอะ เฮ้อ ... กว่าจะขึ้นเรือก็ลอยเลยที่หมายไปเสียแล้ว เรือหางยาวพยายามมารับเชือกจากสาวชาวพม่านั่น ก็รับไม่ได้กันเสียที เราเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว (มันไม่ใช่หนะกิ๊บ....)ข้างหน้าก็เป็นสะพาน น้ำก็เชี่ยว...แพเราก็ลอยตามกระแสน้ำแรงขึ้นเพราะใกล้เสาสะพานน้ำค่อนข้างแรง แล้วสิ่งที่เราคาดก็เกิดขึ้นจนได้ แพเราไปชนกับเสาสะพาน ดีแต่ว่าเสาสะพานนั้นมีกอไม้ที่ลอยตามน้ำมาติดทับถมกันอยู่กอหนึ่ง แพเราก็เลยได้ชนกับกอไม้นั่นแทนชนกับสะพานแล้วแพก็ค่อยๆ เอียงงงงงลงเอียงลง ไม่มีความคิดอะไรในสมองอันน้อยนิดของเราเลย นอกจากว่าทรัพย์สมบัติอันน้อยนิดของเราต้องเปียกแน่นอน เราจะโดนน้ำซัดไปไหนหละทีเนี่ยถ้าแพจมลงหมดเราจะทำไงดี มือก็ชูของขึ้นเท้าก็ไต่แพที่ค่อยๆ เอียงลงจนเกินครึ่งลำไปแล้ว พวกพี่ๆ ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันก็ต่างเอาตัวเองขึ้นมาให้พ้นน้ำ ไกด์ก็ตะโกนปลอบว่าไม่เป็นไรนะไม่เป็นไร ขึ้นไปบนกอไม้นั่น เราก็ว่าตาม คือใครว่าไงก็ว่างั้นแหละ... มือไม้สั่นไปหมดเลย ว่าแล้วเชียว.....เพื่อนครูที่อยู่ริมฝั่งต่างมุงดูกันเต็มไปหมด พวกเราก็ยังมีอารมณ์โบกไม้โบกมือรับให้อีก ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปอีก พอทุกคนพาตัวเองปีนขึ้นไปที่กอไม้ได้แล้วแพก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาแต่สาวพม่าเค้าไม่ให้เราขึ้นแพแล้วหละ เค้าดุด้วยแหละ เค้าบอกว่า เห็นม่ะบอกแล้วว่าให้ขึ้งให้ขึ้ง ก็ม่ายเชื่อ (ดุก็ไม่ชัดก็อยากจะดุอีก) ก็พูดไม่ชัดยังเงี้ยะแหละ เค้าเลยไม่รู้ว่ามันจำเป็นแค่ไหน (เค้าถึงว่าเวลาจะพูดให้ได้น้ำหนักต้องเน้นเสียงและสีหน้า) เรายืนรอเรือยาวไปรับ ปากก็บอกสาวพม่าว่าอย่าเพิ่งหนีกลับไปนะ เราไม่มีที่เกาะ (อย่ามาปล่อยเกาะเราน้า)มือสั่นมาก บอกตรงๆ ว่ากึ่งตกใจกึ่งกลัวเหตุการณ์ต่อไป แต่พระก็ช่วยเราจนได้ เรือหางยาวมารับเราทุกคนปลอดภัย ต่างคนต่างรับประสบการณ์ไป น่าสงสารแต่ครูที่มีอายุที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมนี้กับเราด้วย แต่ท่านก็ตั้งสติได้ดี แถมยื่นกระเป๋ามาให้เราด้วยนะ น้องๆ รับกระเป๋าพี่ก่อน น้านบอกให้เรารับกระเป๋าเค้าก๋อน เราก็ใจไม่อยู่กะร่องกะรอย รับมาแบบเบลอๆ แล้วก็ส่งให้ใครต่อไม่รู้ ....พอถึงฝั่งได้ น้ำตาเราก็ไหลพรากเลย แบบเด็กเก็บกดหนะ เดี๋ยวชาวบ้านไม่รู้ว่าเราใจเสียเลยเสียใจ ... แต่ความจริงอายมากนะ ก้มหน้าน้ำตาไหลเลย รีบเดินกลับรถทัวร์เลยไม่อะไรกะใครทั้งนั้น ให้คนอื่นเล่าไปก่อนเดี๋ยวเราตามปิดท้ายรายการเอง...มานั่งระลึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาพร้อมกับนึกขำตัวเองอยู่เหมือนกัน นั่งคิดว่า โชคดีที่มีกอไม้นั้น ถ้าไม่มีกอไม้นั้น แพเราคงพังถ้าชนเสาสะพานแรงแบบนั้น เราคงได้ลงไปงมสมบัติในน้ำเป็นแน่แท้ทีเดียว แต่...ก็ดีนะที่อย่างน้อยการมาครั้งนี้ก็ได้รับสีสันไปอีกแบบ มีรสชาติดีกว่าผ่านไปแบบราบเรียบ แต่ผาดโผนกว่านี้ก็คงไม่เอาแล้วนะ...ใครสนใจลองไปล่องแพดูได้นะคะ ทางที่ดีอย่างเอาของไปดีกว่า ภาระจริงๆ คือถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้คิดแต่ว่า จะเอาไงให้ตัวเองรอดดีน้า ดีกว่า จะเอาไงให้ของไม่เปียกดีน้า......ยังไงก็ขอบคุณพระที่คุ้มครองให้เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีค่ะ.....
สวัสดีค่ะ
ดีใจที่ไปเมืองกาญจน์ อ่านที่นี่หรือยังคะ ไปท่เห็นในรูปมาบ้างไหมคะ
http://gotoknow.org/blog/goodliving/93047