หลังจาก 4 เดือนแรก คณะรัฐมนตรี (ครม.) "ฤๅษีเลี้ยงเต่า" หมดเวลาไปกับวาระ "จับฉ่าย" ไร้สาระมากมาย เอาง่าย ๆ มติ 935 มติ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2549 ถึงกุมภาพันธ์ 2550 มีเพียง 5% เท่านั้นที่เรียกว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญ
สภาพเช่นนี้ส่งผลให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ครม.โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ท่ามกลางกระแสข่าวลือไขก๊อกบ้าง โดนเปลี่ยนตัวบ้าง ทว่า หลังจากเข้าโรงพยาบาลชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ เดือนมีนาคม-เมษายน 2550 เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นบ้าง เห็นได้จากการเร่งรัดผ่านร่างกฎหมายสำคัญ ๆ อาทิ ร่างระเบียบกฎหมายข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาเกษียณทำงานต่อในศาลฎีกาได้ มาช่วยรองรับคดีนักการเมือง, ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรมีส่วนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาสภาวะแวดล้อม, ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว, ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อาญา กำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของเด็กในการรับผิดทางอาญา ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแผนกคดีคุ้มครองผู้บริโภค ให้เอื้อต่อสิทธิเรียกร้องของผู้บริโภคให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาด้วยความรวดเร็ว ประหยัด และมีประสิทธิภาพ, ร่าง พ.ร.บ.ระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุขฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้มาตรฐานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ, ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับความเป็นธรรมจากการทำงาน ฯลฯ พูดก็พูดเถอะ หลายร่างข้างต้นนั้นมีมานานแล้ว แต่ไม่เคยเข้าสภาในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จากเนื้องานข้างต้น รวมถึงการปรับตัวเล่นบทนักการเมืองมากขึ้นแม้จะฝืนใจบ้างก็ตาม เช่น นายกรัฐมนตรี บินด่วนไปอุบลราชธานีเพื่อสยบม็อบต่าง ๆ หรือนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกฯ ไปร่วมจับซีดีลามก ให้ช่างภาพถ่ายรูป เป็นต้น เหล่านี้ทำให้เห็นว่า พล.อ.สุรยุทธ์กับ ครม. ยังไม่ถอดใจง่าย ๆ รัฐมนตรีหลายคนโดนขันน็อต ลงไปล้วงลูกมากขึ้น เร่งงานกฎหมายสำคัญ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมมากขึ้น ไม่ปล่อยให้ข้าราชการประจำเอาแต่ชงวาระไร้สาระและไร้ทิศทางแต่มีข้อน่าสังเกตและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ครม.มีมติรับทราบแผนงาน มติเร่งรัด มติออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบ่อยครั้ง โดยเฉพาะออกมติย้ำ 2-3 ครั้งให้กระทรวง ทบวง กรม เร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 ทั้งงบฯประจำและงบฯ ลงทุน หรือที่เรียก “ล้างท่อ” นั่นสะท้อนให้เห็นว่า ข้าราชการประจำจำนวนมากก้นด้าน หวดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเดิน อีกทั้งตอกย้ำว่าข้อติติงจากผู้นำประเทศ ตลอดจนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เรื่อง “เกียร์ว่าง” ไม่ได้เกินเลย ที่น่าตกใจคือไม่ได้ว่างเฉพาะความมั่นคงอย่างเดียว งานขับเคลื่อนงบฯ พัฒนาก็อยู่ในสภาพเกียร์ว่างด้วย อะไรทำให้ข้าราชการประจำเกียร์ว่างไม่ยอมล้างท่อ จากการสอบถามข้อมูลวงใน พบสาเหตุหนึ่งที่สำคัญคือข้าราชการระดับ 8 ขึ้นไปหลายหน่วยงานไม่ขับเคลื่อนงบฯ พัฒนา อะไรเก็บใส่ลิ้นชักได้ก็เก็บ อะไรยืดเซ็นสัญญาได้ก็ยืดไว้ก่อน เนื่องจากถ้าเซ็นสัญญาช่วงนี้ เกิดทำงานบกพร่องพลาดพลั้งขึ้นมาเสี่ยงต่อการถูกสอบสวนจาก ป.ป.ช. และ ปปง. ได้ง่ายกว่ายุคนักเลือกตั้ง นี่ไม่นับเรื่องความเสี่ยงกรณีเรียกรับค่าคอมมิสชั่นซึ่งถูกจับตาเป็นพิเศษวันนี้ รัฐบาลและ คมช. คงเริ่มรู้แล้วว่า ไม่เพียงกลุ่มอำนาจเก่าเท่านั้นที่เป็นตุ้มถ่วงการขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากวิกฤต ปัญหากลไกข้าราชการประจำก็เป็นตุ้มถ่วงตัวที่สอง และน่ากลัวไม่แพ้กันมติชน (คอลัมน์เดินหน้าชน) 6 พ.ค. 50