วันนั้นผมขับรถคนเดียวจากกรุงเทพฯไปขอนแก่น โดยปกติผมจะพกกล้องถ่ายรูปด้วยเสมอเวลาเดินทาง เผื่อเห็นอะไรที่น่าสนใจก็จะได้ไม่พลาดเก็บรูปนั้นๆไว้

เวลา 7 โมงเช้าผมมาถึงลำตะคอง หยุดรถสูดอากาศสดชื่นตอนเช้าสัก 10 นาทีแล้วขับต่อไป เลยลำตะคองมานิดเดียวก็ถึงบริเวณที่มีช่างนำหินมาแกะสลักพระพุทธรูปในปางต่างๆเพื่อจำหน่าย มองไปข้างหน้าเห็นพระอาทิตย์กำลังขึ้นโผล่ยอดเขา ผมเล่นกล้องถ่ายรูปมาหลายปีนึกถึงซ้อตสวยๆของพระพุทธรูปที่แกะสลักนี้ได้ทันที น้องเบิร์ดหรือเพื่อนเชษฐ์ อาจจะเรียกสิ่งนี้ว่า “จินตนาการ"ก็ได้ครับ ผมจะเรียกมันว่า “มุมมอง”

รูปที่ สาม
ลองดูรูปที่หนึ่งนะครับ ผมถ่ายรูปนี้เมื่อเวลา 7.45 และรูปที่สองเมื่อเวลา 7.46 รูปเดียวกัน แต่มองคนละมุม หรือมองต่างมุม มันให้ความแตกต่างมากมายทีเดียวทางด้านคุณสมบัติของรูปที่เห็น ความรู้สึกที่มีต่อรูปทั้งสองต่างกัน อาจจะหมายถึงคุณค่า และมูลค่าของมันอีกด้วยที่ต่างกัน หากเราเอาสองรูปที่ไปวางขาย ผมเชื่อว่าคนจะซื้อรูปที่สองไปเพื่อความสวยงาม แต่คนที่ซื้อรูปที่หนึ่งเพื่อเคารพสักการะ ทั้งที่เป็นรูปเดียวกัน
ในทำนองเดียวกัน ดูรูปที่สามสิครับ ผมชอบรูปนี้มาก เพราะให้ความรู้สึกและคิดว่ามีศิลปะ และเกิดอารมณ์ศรัทธา และเลยไปไกลถึงความยิ่งใหญ่ขององค์พระพุทธเจ้า
ทั้งที่รูปจริงๆก็เหมือนรูปที่หนึ่ง หากเราขับรถผ่านและมองพระพุทธรูปนี้แค่ผ่านสายตาไป ก็จะรู้สึกเฉยๆ ก็เหมือนกับพระพุทธรูปอื่นๆทั่วไปที่เราเห็นมามากมาย แต่เมื่อเปลี่ยนมุมมองดังกล่าวมันให้ความแตกต่างมากมายครับ
ภาพความเป็นจริงต่างๆในสังคมเราก็เป็นเช่นนั้น ทุกท่านคงคุ้นกันกับคำว่ามองต่างมุม หากเราฝึกการมองต่างมุม เราจะพบความพิศวง ว่าโลกนี้หลากหลายมากกว่าที่เรารู้จักอีก และหลายมุมเป็นสิ่งที่ช่างแตกต่างจากที่เราเคยรู้ เคยเห็น เคยได้ยิน แม้เคยสัมผัส
บางมุมเราอาจจะรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อจริงๆ ผู้บันทึกทำงานกับชนบท เรามักจะมีมุมมองที่เป็นคนมาจากภายนอก เป็นคนที่มาจากระบบการศึกษาสมัยใหม่ มาจากวิถีชีวิตแบบเมือง มีวิธีคิดที่ถูกหล่อหลอมมาจากระบบสังคม Civilization ทุกอย่างนั้นแตกต่างจากชุมชนชนบทอย่างสิ้นเชิง แรกๆเราจะมองเขา ต่ำกว่า สกปรก ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ด้อย .... นั่นคือการมองชนบทเหมือนกับคนที่ขับรถผ่านองค์พระพุทธรูปที่ลำตะคองแบบผ่านไปเฉยๆ แต่ไม่เคยหยุดลงไปมองอีกมุมหนึ่งเลย
เมื่อผมเริ่มเปลี่ยนมุมมองชนบทจากเดิมมาเป็น “คนใน” มากขึ้น(แค่มากขึ้น แต่ไม่มีทางที่จะมองแบบคนในอย่างสิ้นเชิง) ผมก็พบอะไรซ่อนอยู่มากมายที่สวยงาม ที่มีคุณค่า เข้าใจมากขึ้น เพราะมุมมองเหล่านี้ผมไม่เคยมองมาก่อน ไม่เคยพบมาก่อน การมีมุมมองเพิ่มมากขึ้นทำให้เรามีภาพแบบองค์รวมมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการติดสินใจ หรือการกระตุ้นให้เกิดการริเริ่มทำกิจกรรมที่ชุมชนต้องการจริงๆมากขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็เกิดประเด็นตามมาว่า
- เราควรจะมองจากมุมไหน
- จำเป็นไหมที่ควรจะมีมุมมองแบบองค์รวม
- หรือ ฯลฯ
อ่านตามก็เข้าใจความรู้สึกเลยครับ...ยังไม่เห็นภาพนะครับ...มองต่างมุมทำให้มุมมองคนเรากว้างขึ้น...หัวใจก็กว้างขึ้นครับ...
โอชกร
รูปมาแย้ววว
ขอบคุณโอชกร - ภาคสุวรรณ
ขอบคุณDSS "work with disability" ( หนิง )
ขอบคุณออต
ทั้งสามท่านมาเร็วกำลังขึ้นรูปครับ
ตอนนี้รูปมาแล้วครับ
สวยครับ งามด้วย
ผู้สร้างสรรค์อาจใช้จินตนาการ หรือมุมมองกระมังครับ แต่ผมขอคิดด้วยคนว่า เป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจด้วยครับ ผมว่าเรื่องของพี่บางทรายอย่างเรื่องพระพุทธรูปและ มุมมองชีวิตผู้คนที่นำเสนอนั้นสะเทือนใจครับ หรือว่ามีแรงบันดาลใจ มีพลัง ครับผม
กลับมาแล้วครับ
สวัสดีครับ แก่นจัง
น้องหนิงครับ เป็นภาพที่พี่แสดงในตอน Blog tag นั่นแหละครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง
เป็นการหยิบเอารูปมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ครับ ภาษานักการศึกษาเขาเรียกว่า เอารูปมานำเข้าสู่เรื่อง
และเป็นคนชอบรูปแบบนี้เลยหยิบเอามาครับ
ธรรมะสวัสดีครับ
สวัสดีครับ ออต
พี่เห็นด้วย ต้องหลากหลาย และเคารพในความหลากหลายด้วย เพราะโลกเรามีหลายมิติอยู่แล้ว ยิ่งคนยิ่งทั้งหลาก ทั้งหลาย ครับ
สวัวดีครับ น้อง ธรรมาวุธ
พี่เองก็เข้าใจเช่นนั้นด้วย ยึดมั่นติดมั่นมากไปเลยวุ่นวายไม่หยุด ครับ
ทำให้เห็นกว้างขึ้นครับ เมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง เวลาเปลียนไป ความคิด การมองเห็น และความคิดความเห็นที่จะให้คุณค่าก็อาจแตกต่างกันไป....ดีครับ
สวัสดีครับชาญ รูปสม
ใช่ครับ เกี่ยวกับเวลาด้วย เมื่อเปลี่ยนเวลาไป ความคิดเห็นอาจจะเปลี่ยนผ่านไปด้วย
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ คุณบางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
ได้มาอ่านและเห็นรูปในมุมมองที่แตกต่างกันแล้วทำให้คิดอะไรได้หลายๆ อย่าง อย่างที่หลายๆ ท่านได้ให้ข้อคิดไว้แล้ว
เห็นด้วยกับคุณธรรมาวุธ ว่าพอมองต่างมุมแล้ว มุมนั้นๆ ก็กลายเป็นมุมของเรา หรือ มุมของเรา
พอมี"ของเรา" "ของเขา" ก็เลยเข้าข่าย "ตัวกู" "ของกู" ทันที
แต่คำถามที่ว่าเราควรจะมองจากมุมไหน?
ดิฉันคิดว่าเราก็คงเห็นจากมุมของเราก่อน แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุป ให้รู้ก่อนว่าเรากำลังมองจากมุมของเรา แล้วลองอ้อมไปรอบๆ มองหลายมุม มองในมุมของคนอื่นๆ บ้าง เพื่อพยายามทำความเข้าใจ ทุกคนคงมีความเชื่อและเหตุผลของเขา
เคยไปคุยกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง ท่านสอนว่า ทุกอย่างที่เห็นนั้นเป็นเพียงสภาวธรรม ถ้าเราหลับตา สิ่งนั้นก็หายไปแล้ว ... เพราะฉะนั้นถ้าเรายังลืมตาอยู่ เราต้องเข้าใจในสภาวธรรมของสิ่งที่เราเห็นนั้นๆ ว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาค่ะ เราน่าจะตัดสินใจได้ดีขึ้นถ้าเราเข้าใจในไตรลักษณ์ค่ะ
เขียนไปเขียนมา กลายเป็นเรื่องธรรมะ ไปเสียแล้ว ขอบคุณค่ะ ; )
สวัสดีค่ะ คุณบางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
กลับมาอีกรอบ พอดีนึกได้ว่ากำลังเขียนเรื่อง เรากับเขา แล้วเมื่อคืนได้อ่านบันทึกนี้ "ตัวเรา...ของเรา...มีจริงหรือ??? ตอน ทะเลาะกับตุ๊กแก"
ถ้ามีเวลา ลองอ่านดูนะคะ อ่านแล้วอารมณ์ดีค่ะ ; )
สวัสดีอาจารย์กมลวัลย์ครับ
"คงเห็นจากมุมของเราก่อน แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุป ให้รู้ก่อนว่าเรากำลังมองจากมุมของเรา แล้วลองอ้อมไปรอบๆ มองหลายมุม มองในมุมของคนอื่นๆ บ้าง เพื่อพยายามทำความเข้าใจ ทุกคนคงมีความเชื่อและเหตุผลของเขา"
ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์กล่าวครับ หมายความว่าเราต้องรอบด้านมากขึ้น ลูกจ้างก็ต้องพยายามเข้าใจนายจ้างบ้างว่ามีเงื่อนไขอะไรอย่างไรจึงตัดสินใจอย่างนั้น นายจ้างก็ต้องพยายามเข้าใจเงื่อนไขลูกจ้างด้วยว่ากำลังอยู่ในรสภาวะอย่างไร หากสองฝ่านมานั่งคุยกัน หาความพอดี แบบ พอรับได้ทั้งสองส่วนก็น่าที่จะไปด้วยกันได้
ส่วนอันนี้ "เคยไปคุยกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง ท่านสอนว่า ทุกอย่างที่เห็นนั้นเป็นเพียงสภาวธรรม ถ้าเราหลับตา สิ่งนั้นก็หายไปแล้ว ... เพราะฉะนั้นถ้าเรายังลืมตาอยู่ เราต้องเข้าใจในสภาวธรรมของสิ่งที่เราเห็นนั้นๆ ว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาค่ะ เราน่าจะตัดสินใจได้ดีขึ้นถ้าเราเข้าใจในไตรลักษณ์ค่ะ" เป็นหลักสูงสุดที่คนเราพึงฝึกปฏิบัติ การที่เราขลุกอยู่กับโลกธรรม เลยเวียนว่ายกับความรู้สึกของตนเองที่ยึดตัวกูของกูจริงๆ พยายามฝึก เผลอๆไปอีกแล้ว นี่ละมั๊งที่ทำให้สังคมวุ่น โลกวุ่น ผมชอบที่อาจารย์กล่าว มันเตือนสติเราดีจริงๆ
สวัสดีค่ะ
สวยทุกรูปที่มีพระพุทธเจ้า แต่ไม่ชอบรูปที่ฆ่าหมูค่ะ