แม้ในไทยจะไม่มีเหตุการณ์สังหารสื่อมวลชนในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา หรือถูกจับกุมโดยการอ้างกฎหมายความมั่นคงของชาติ แต่ก็นับว่า บรรยากาศเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยภายใต้กระบอกปืนของทหารก็ยังไม่แจ่มใสนัก มีการเซ็นเซอร์ตัวเอง ซึ่งกระทบต่อสิทธิการรับรู้ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสื่อมวลชนเปรียบเสมือนตัวแทนของประชาชน ดังคำกล่าวที่ว่า “เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพประชาชน”
เมื่อนักข่าวตกเป็นเหยื่อความรุนแรง
3 พ.ค.ร่วมรณรงค์วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก
ปัญหาการก่อการร้ายเกิดขึ้นในหลายประเทศ และยังมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย จากปัญหาดังกล่าวสื่อมวลชนที่อยู่ทั่วทุกมุมโลกที่ทำงานภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ต่างต้องเผชิญหน้ากับอันตราย เพื่อทำหน้าที่รายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นไปยังประชาชนทั่วโลก
  
จากข้อมูลของ World Association of Newspapers (WAN) พบว่า มีสื่อมวลชนทั่วโลกสังเวยชีวิตไปแล้ว จำนวน 110 คน ซึ่งสูงมากเป็นประวัติการณ์ (เมื่อปี 2548 มีสื่อมวลชนเสียชีวิต 58 คน ลดลงจากปี 2547 ที่มีถึง 72 คน) แบ่งออกเป็นทวีปแอฟริกา จำนวน 5 คน  ทวีปอเมริกา จำนวน 25 คน ทวีปเอเชีย จำนวน 27 คน ทวีปยุโรปและเอเชียกลาง จำนวน 4 คน และ ทวีปตะวันออกลางและแอฟริกาเหนือ จำนวน 49 คน โดยพื้นที่อันตรายที่สุดของสื่อมวลชนยังคงเป็นประเทศอิรัค ซึ่งปีที่แล้วมีสื่อมวลชนเสียชีวิตระหว่างการปฎิบัติหน้าที่ในอิรัคถึง 45 คน
ส่วนยุโรปและเอเชียกลางยังเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดของสื่อมวลชน โดยมีรัสเชียเพียงประเทศเดียวที่มีการฆาตกรรมสื่อมวลชนมากที่สุดในยุโรปถึง 3 คน ซึ่งเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2549 มีการฆาตกรรมนักข่าว Anna Politkovskaya จากหนังสือพิมพ์ Novaya Gazeta ศพของเธอถูกพบใกล้ที่พักของเธอในกรุงมอสโคว เธอเป็นนักข่าวที่เกาะติดการรายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเชเชนของรัสเชีย ซึ่งผลจากการทำหน้าที่ของเธอได้นำไปสู่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของประธานาธิบดีวาลาดิเมียร์ ปูติน ถัดมาเพียง 9 วัน Anatoly Voronin สื่อมวลชนที่ทำงานในสำนักข่าวอินตาทราส มา 23 ปี ก็ตกเป็นเหยื่อของการมาตกรรมเช่นกัน
กลับมามองที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เมื่อปีที่แล้วฟิลิปินส์เป็นประเทศที่มีสื่อมวลชนเสียชีวิตมากที่สุดถึง 8 คน รองลงมาเป็นศรีลังกา จำนวน 5 คน ปากีสถาน จำนวน 4 คน อัฟกานิสถาน อินเดีย ประเทศละ 3 คน จีน จำนวน 2 คน บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย ประเทศละ 1 คน ซึ่งจำนวนของการเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวในเพื่อนบ้านเราล้วนแต่เกิดขึ้นในประเทศที่มีความขัดแย้งกันสูง
สำหรับประเทศไทย แม้จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง 3 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีรายงานการพุ่งเป้าการสังหารไปที่สื่อมวลชนแต่อย่างใด ยกเว้นเพียงการบาดเจ็บจากลูกหลงของการก่อความไม่สงบระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวท้องถิ่น
เช่นเหตุการณ์วันที่ 16 มกราคม 2550 มีเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านบือเจาะ หมู่ 1 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พร้อมผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุระหว่างทางคนร้ายได้กดระเบิดแสวงเครื่องที่บรรจุในถังเคมีดับเพลิงและซุกซ่อนไว้ใต้ถนน แรงระเบิดทำให้คุณสัณฐิติ ขอจิตเมตต์ ผู้สื่อข่าวไอเอ็นเอ็น และผู้จัดรายการวิทยุ อสมท.นราธิวาส และนายมะรูดิง ถือนิ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บาเจาะ ได้รับบาดเจ็บ หรือก่อนหน้านี้ช่างภาพของสำนักข่าวต่างประเทศคนหนึ่ง ก็เคยถูกสะเก็ดระเบิดกลางเมืองนราธิวาสมาแล้ว
นอกจากปัญหาการสังหารผู้สื่อข่าวที่เกิดขึ้นทั่วโaลกแล้ว ยังมีสื่อมวลชนในหลายประเทศที่ทำงานอยู่ภายใต้ภาวะความหวาดกลัวต่อกฎหมายของรัฐที่เข้มงวด จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าว เช่น การถูกฟ้องด้วยข้อหาต่างๆ การถูกจับขังคุก ซึ่งข้อมูลจาก Committee to Protect Journalists (CPJ) ระบุว่า มีผู้สื่อข่าวถูกลงโทษโดยกฎหมายของรัฐถึง 134 คน แบ่งเป็นทวีปแอฟริกา จำนวน 46 คน ทวีปอเมริกา จำนวน 28 คน ทวีปเอเชีย จำนวน 43 คน ทวีปยุโรปและอเมริกากลาง  จำนวน 12 คน ทวีปตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ  จำนวน 5 คน
  
ประเทศที่มีการใช้กฎหมายเข้าจัดการกับผู้สื่อข่าวค่อนข้างสูง 5 อันดับแรก ประกอบด้วย จีน จำนวน 31 คน คิวบา จำนวน 24 คน อิริทเทรีย ในแอฟริกา จำนวน 23 คน เอธิโอเปีย จำนวน 18 คน และพม่า จำนวน 7 คน ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่มักจะปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และประชาธิปไตยแบบเผด็จทหาร ซึ่งแน่นอนว่าข้ออ้างที่มักจะใช้จัดการกับผู้สื่อข่าว คือ การเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
คุณ Nart Villeneuvea นักวิจัยจาก University of Toronto ประเทศแคนาดา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ระยะ 4 ปีที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ตถูกดำเนินคดีเพิ่มมากขึ้น เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นระบบไร้พรมแดน เจ้าของและผู้รับสารสามารถเผยแพร่ความคิดเห็นของตนเองได้อย่างเสรี ซึ่งหลายประเทศมีการลงโทษแม้กระทั่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ต
  
“หลายประเทศพยายามจะเข้าไปควบคุมสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะประเทศจีน รัฐบาลมักจะจับตาการเคลื่อนไหวของคนที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐบาล ส่วนในรัสเซียมีการมีการกดดันรัฐบาลลิทัวเนียให้มีการปิดเว็บไซต์ข่าวของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชเชน”
คุณตุลสถิต ทับทิม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ช่วงปี 2549 สื่อมวลชนไทยมีการเผชิญกับการคุกคามหลากหลายรูปแบบ ทั้งอำนาจมืด และอำนาจที่เปิดเผย ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองที่เกิดความแตกหัก จนทำสื่อมวลชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพ.ตท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกปลดออกจากตำแหน่ง มีการฟ้องร้องค่าเสียหายจากสื่อเป็นหลักร้อยล้านบาท มีม็อบคาราวานคนจนบุกปิดล้อมอาคารเดอะเนชั่น ม็อบจักรยานยนต์รวมตัวประท้วงหนังสือพิมพ์แนวหน้า เป็นต้น
ขณะที่สื่อวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสื่อในการควบคุมของรัฐได้แสดงความพยายามรายงานเหตุการณ์ต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา แต่กลับได้รับผลกระทบ เช่น กรณีที่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ผู้ดำเนินรายการข่าววันใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถูกยกเลิกการทำหน้าที่พิธีกรอย่างกะทันหัน เพราะถูกมองว่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณมากเกินไป
คุณตุลสถิต ยังระบุว่า หลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. มีการขอความร่วมมือให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารและความคิดเห็นต่างๆ ที่ต้องยึดหลักความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดข้อจำกัดในการทำงานของสื่อมวลชน เพราะผู้มีอำนาจบางคนตีความคำว่า “ความมั่นคงของชาติ” กว้างขวางเกินไป
นอกจากนี้ทหารยังมีการประชุมชี้แจงกับสื่อมวลชน เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้เป็นไปตามความเป็นจริง และสร้างสรรค์ ในภาคเหนือยังมีการระงับการออกอากาศของวิทยุชุมชนทุกแห่งเป็นการชั่วคราว เนื่องจากที่ผ่านมามีลักษณะการดำเนินการปลุกระดมมวลชน และสั่งให้วิทยุชุมชนเผยแพร่ข่าวสารของกองทัพบก มีการปิดเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองหลายแห่ง
คุณ Timothy Balding เจ้าหน้าที่ CEO จาก WAN บอกว่า วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปีได้กำหนดให้เป็นวันเสรีภาพของสื่อมวลชนทั่วโลก เพื่อให้ทุกคนตระหนักที่จะปกป้องเสรีภาพทั้งระดับปัจเจกบุคคลและระดับสื่อมวลชน รวมถึงต้องการให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ได้ตระหนักถึงบทบาทการปกป้องเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศของตนด้วย
แม้ในไทยจะไม่มีเหตุการณ์สังหารสื่อมวลชนในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา หรือถูกจับกุมโดยการอ้างกฎหมายความมั่นคงของชาติ แต่ก็นับว่า บรรยากาศเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยภายใต้กระบอกปืนของทหารก็ยังไม่แจ่มใสนัก มีการเซ็นเซอร์ตัวเอง ซึ่งกระทบต่อสิทธิการรับรู้ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสื่อมวลชนเปรียบเสมือนตัวแทนของประชาชน ดังคำกล่าวที่ว่า “เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพประชาชน”