เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจจริงๆ รถรางในยุคนั้นทำให้สยามเป็นที่เลื่องลือในความเจริญก้าวหน้า และจัดเป็นประเทศหนึ่งในเอเซียที่มีความเจริญก้าวหน้าและความโด่ดเด่นมาก

รถรางไฟฟ้าบางกอก           นับย้อนไปร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเมืองไทยหรือสยามของเราเคยมีรถรางวิ่งในบางกอกมาแล้วชาวสยามรุ่นคุณปู่คุณย่าคุณทวดคงจะจำได้โดยเฉพาะบริเวณสนามหลวงท่าพระจันทร์จะมีรถรางไฟฟ้าวิ่งผ่านไปมาเวลาวิ่งผ่านหน้าวัดพระแก้วคนขับจะสั่นกระดิ่งดังเก๊งๆให้คนที่เดินไปเดินมาหลีกทาง...เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจจริงๆรถรางในยุคนั้นทำให้สยามเป็นที่เลื่องลือในความเจริญก้าวหน้าและจัดเป็นประเทศหนึ่งในเอเซียที่มีความเจริญก้าวหน้าและความโด่ดเด่นมากประวัติความเป็นมาของรถรางในสยามนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจะมีการค้นคว้าเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับทราบในฐานะที่ผู้เขียนได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในดินแดนที่เป็นต้นตำรับรถรางในยุโรปและมีความเกี่ยวดองกับกิจการรถรางของไทยจึงขอนำข้อมูลส่วนหนึ่งของประวัติรถรางไทยที่ได้รับจากผู้รู้ในเบลเยี่ยมท่านหนึ่งมาเสนอประกอบกับรถรางเบลเยี่ยมยังคงเป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองของชาวเบลเยี่ยมการระลึกถึงกิจการรถรางไทยจึงให้สีสันและจินตนาการที่เป็นรูปธรรมดียิ่ง           รถรางที่วิ่งกันในบางกอกในสมัยดังกล่าวนั้นตามประวัติรถรางไทยจากหนังสือ The modern tram way เล่มที่ 18 ฉบับที่ 212 ปี.. 1955 ได้ระบุว่าสยามมีรถรางไฟฟ้าวิ่งอยู่ตั้งแต่ปี.. 1893 ซึ่งนับว่าเป็นประเทศแรกในเอเซียที่มีรถรางไฟฟ้ากิจการรถรางได้ดำเนินกิจการมาจนถึงปี.. 1968 ก่อนที่จะถูกยกเลิกไปรวมเวลา 75 ปีทีเดียว            ในช่วงปี 1912  กิจการรถรางในสยามอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Siam Electricity and Cy บริษัทของเบลเยี่ยมซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลและดำเนินกิจการด้านไฟฟ้าด้วยกิจการของบริษัทเบลเยี่ยมดังกล่าวเจริญรุ่งเรืองและทำกำไรอย่างงดงามว่ากันว่าในบรรดาบริษัทเบลเยี่ยมในเครือที่อยู่ในประเทศต่างๆบริษัทในสยามมีผลประกอบกิจการที่กำไรมากที่สุดอย่างไรก็ดีตั้งแต่ปี 1930 เป็นต้นมาโดยเฉพาะหลังรัฐประหารปี 1932 กิจการรถรางและไฟฟ้าเบลเยี่ยมก็ถูกกระแสชาตินิยมและการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะจากกิจการรถเมล์ยังผลให้กิจการรถรางไฟฟ้าต้องสิ้นสุดลงในปี 1942 ซึ่งเป็นช่วงญี่ปุ่นยึดครองทั้งที่ระยะเวลาสัมปทานยังมีอยู่ถึงปี 1949 กิจการรถรางไทยมาสิ้นสุดเมื่อปี 1968 โดยมีกิจการรถเมล์แทนที่          เบลเยี่ยมซึ่งเป็นประเทศผู้นำอุตสาหกรรมรถรางของยุโรปมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและพัฒนาเจริญก้าวหน้ามากที่สุดประเทศหนึ่งในถึงปัจจุบันรถรางไฟฟ้านับเป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญของประเทศทำให้การคมนาคมของคนในเมืองต่างๆสะดวกรวดเร็วและไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม          รถรางในเบลเยี่ยมซึ่งถือว่าเป็นต้นฉบับรถรางในไทยนั้นหากใครได้ไปใช้บริการแล้วก็จะรู้ว่ามีคุณภาพและประสิทธิภาพที่เป็นหนึ่งไม่รองใครในยุโรปและหากจะกล่าวเป็นหนึ่งในโลกก็คงไม่ผิดเพราะบรรดาระบบรถรางไฟฟ้าในประเทศต่างๆในโลกในอดีตเช่นในจีน  อียิปต์รัสเซียและในยุโรปหลายประเทศก็ล้วนเป็นฝีมือของช่างชาวเบลเยี่ยมที่ไปสร้างให้ทั้งนั้น          รถรางในเบลเยี่ยมมีอายุกว่าร้อยปีแล้ว   เป็นต้นกำเนิดของระบบการขนส่งมวลชนในยุโรปก็ว่าได้เริ่มดำเนินกิจการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1  โดยการสนับสนุนของกษัตริย์ Leopold  ที่ 2 และได้มีการพัฒนามาโดยตลอดทั้งรูปแบบและเทคโนโลยีจากตู้รถ 4 ล้อตัวตู้ทำด้วยไม้มีรูปทรงเก่าๆลากด้วยม้าหนึ่งตัวหรือสองตัววิ่งช้าๆรับส่งผู้โดยสารระยะใกล้ๆจนมาถึงรถตู้เหล็กที่ใช้ไอน้ำวิ่งบนรางและพัฒนาจนเป็นรถรางที่ใช้เครื่องจักรไฟฟ้าในปัจจุบัน          รถรางไฟฟ้าในเบลเยี่ยมมีรูปทรงทันสมัยมีพลังขับเครื่องยนต์มหาศาลวิ่งได้เร็วเท่ากับรถยนต์ก็มีและวิ่งบนรางได้ทั้งบนดินและใต้ดินเช่นเดียวกับรถไฟใต้ดิน          กิจการรถรางไฟฟ้าเบลเยี่ยมถือได้ว่าพัฒนาควบคู่มากับการพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าซึ่งถือว่าเป็นยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปการใช้ไฟฟ้าสำหรับรถรางเพราะเป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศเหมือนกับควันจากท่อไอเสียรถยนต์จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในเบลเยี่ยมตามเมืองใหญ่ๆเช่นบรัสเซลส์เมืองหลวงเมืองท่าที่มีชื่อเสียงเอนเทอเวิร์ปเมืองเกนส์และเมืองบรูซส์จะมีรถรางเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักของเมืองแทบทั้งนั้นสำหรับในบรัสเซลส์ซึ่งเป็นเมืองหลวงนั้นในปัจจุบันมีรถรางวิ่งร้อยกว่าสายทั้งที่วิ่งบนดินและใต้ดินผ่านเมืองและชานเมือง          อัตราค่าโดยสารรถรางมีหลายราคาหลายประเภทเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสารมากที่สุด  คือประเภทใช้ขึ้นครั้งเดียวราคา 50 แฟรงก์ ( 1 แฟรงก์เท่ากับ 1 บาท) ประเภทใช้ขึ้น 5 ครั้งราคา 230 แฟรงก์ประเภทใช้ขึ้น 10 ครั้งราคา 320 แฟรงก์และประเภทใช้ได้ตลอดทั้งวันราคา  125 แฟรงก์  ประเภทตั๋วเดือนราคาเดือนละ 1300 แฟรงก์นอกจากนั้นมีประเภทตั๋วปีราคา 9500 แฟรงก์          จะเห็นว่าการแบ่งประเภทค่าโดยสารได้มีการคำณวนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ          สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเข้าท่าดีเกี่ยวกับค่าโดยสารรถรางในเบลเยี่ยมก็คือหากท่านซื้อตั๋วโดยสารรถรางท่านสามารถจะใช้ตั๋วนั้นได้กับระบบสื่อสารมวลชนทั้งระบบได้หมดคือรถรางรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดินและนอกจากนั้นหากท่านซื้อตั๋วแล้วเดินทางไป-กลับภายใน 1 ชม. ท่านสามารถนั่งทั้งรถเมล์รถรางและรถไฟใต้ดินไป-กลับมากี่ครั้งก็ได้โดยใช้ตั๋วใบเดิมเพียงใบเดียว          เกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาตั๋ว 1 .. ที่ใช้เดินทางได้กี่ครั้งก็ได้นั้นมีเรื่องเล่าว่ามีนายพลเรือชาวไทยผู้หนึ่งมาเที่ยวบรัสเซลส์พร้อมภรรยาและได้ทดลองขึ้นรถรางไปเที่ยว 2 คนโดยซื้อตั๋วแบบ 1 ใบใช้ได้ 10 ครั้งเมื่อขึ้นรถรางแล้วก็ตอกตั๋วในเครื่องตอกตั๋ว 2 ครั้งพอขากลับด้วยความไม่รู้ก็ได้ใช้ตั๋วเดิมตอกที่เครื่องเช่นเดิมปรากฎว่าเครื่องไม่รับตอกเพราะยังอยู่ในเวลา 1 ชม. นายพลเรือผู้นี้พยายามตอกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จก็เลยรู้ว่าหากยังไม่ถึง 1 ชม. ก็ไม่ต้องตอกใหม่แต่ก็สงสัยต่อไปว่าในช่วง 1 ชมนี้หากพาเพื่อนขึ้นรถรางเพิ่มอีก 2 คนเป็น 4 คนโดยจะใช้ตั๋วใบเดิมตอกจะได้หรือไม่อย่างไร  เนื่องจากตอกแล้วเครื่องไม่รับทั้งที่ตั๋วยังมีจำนวนครั้งเหลืออยู่ 8 ครั้งพอสำหรับเพื่อนๆที่เพิ่มขึ้นมาตรงนี้จึงเกิดปัญหาที่น่าสงสัยสำหรับพวกเราซึ่งเป็นคนต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยกับระบบของรถรางเบลเยี่ยมโดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าหากมีนายตรวจขึ้นมาตรวจตั๋วจะทำอย่างไรกับเพื่อนอีก 2 คนที่เพิ่มขึ้นมาเพราะก็ไม่ได้คิดโกงแต่ตอกตั๋วแล้วแต่เครื่องตอกไม่รับมิต้องโดนปรับหรอกหรือ          ผู้เขียนยอมรับว่าไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้จึงไปทดลองใช้ตั๋วรถรางดังกล่าวเพื่อจะพิสูจน์ว่าหากเกิดเหตการณ์เช่นนี้จะทำอย่างไรก็ปรากฎว่าเป็นเช่นที่นายพลไทยตั้งข้อสงสัยจริงๆปัญหาที่คิดกันว่าหากเราตอกตั๋วแล้วเครื่องไม่ยอมรับจะทำอย่างไรหากเกิดมีนายตรวจขึ้นมาตรวจจะไม่เป็นความผิดหรือทั้งนี้สำหรับ 2 คนที่ตอกตั๋วแล้วและเวลาเดินทางยังไม่ครบ 1 ชั่วโมงก็ยังอธิบายได้แต่ 2 คนที่เพิ่มขึ้นมาโดยจะใช้ตั๋วใบเดียวกันและยังเหลือที่สำหรับตอกได้อีกถึง 8 ครั้งแต่ตอกแล้วเครื่องไม่ยอมรับจะทำอย่างไรนั้นคำตอบที่คิดได้ก็คือสำหรับสองคนที่ขึ้นใหม่คงจะต้องซื้อตั๋วใบใหม่...................... ก็เป็นระบบที่ซับซ้อนและรัดกุมดี          เกี่ยวกับเรื่องรถรางในบรัสเซลส์มีเกร็ดเล่าให้ฟังอีกนิดหนึ่งว่าคนต่างชาติที่อาศัยในบรัสเซลส์นั้นนับว่ามีมากหลายชาติหลายภาษาโดยเฉพาะคนฟิลิปปินส์ซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคนกล่าวกันว่าด้วยความที่มีคนฟิลิปปินส์มากนี้เองได้มีการกล่าวเปรียบเทียบเป็นคำพูดว่าหากท่านนั่งรถรางในบรัสเซลส์ไม่ว่าคันใดก็ตามท่านจะต้องเห็นคนฟิลิปปินส์อยู่ในรถรางนั้นอย่างน้อย 1 คนเสมอไป........อะไรจะขนาดนั้น  ซึ่งเท่าที่เคยใช้บริการรถรางบรัสเซลส์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นจริงดังคำกล่าวว่าเสียด้วย           รถรางไฟฟ้าบางกอก... อดีตที่น่าเสียดาย          ดังที่ได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่ารถรางไฟฟ้าเบลเยี่ยมนั้นเป็นหนึ่งในโลกเนื่องจากรถรางไฟฟ้าในหลายประเทศที่เกิดขึ้นได้ในอดีตก็มาจากฝีมือช่างชาวเบลเยี่ยมนี่เองรวมทั้งรถรางไฟฟ้าในบางกอกจากข้อมูลในหนังสือ The modern tram way เล่มที่ 18 ฉบับที่ 212 เดือนสิงหาคม..1955  ตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาซึ่งผู้เขียนได้รับสำเนาจากเจ้าหน้าที่การรถรางแห่งเบลเยี่ยมผู้หนึ่งท่านผู้นี้สะสมหนังสือเก่าเกี่ยวกับรถรางและได้กรุณาอนุเคราะห์สำเนาให้ผู้เขียนสนองความอยากรู้อยากเห็นหนังสือดังกล่าวลงเรื่องราวเกี่ยวกับรถรางสมัยเก่าและสมัยใหม่ในสยามซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งดังจะขอนำมาถ่ายทอดเพื่อการค้นคว้าข้อมูลในประวัติศาสตร์และทักท้วงกันในความถูกต้องต่อไปดังนี้          ................บางกอกเมืองหลวงของสยามมีระบบรถรางซึ่งได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์..1893 ซึ่งถือว่าเป็นรถรางไฟฟ้าแห่งแรกในเอเซียจากดั้งเดิมที่เคยใช้ม้าและลาลากตู้รถก็ถูกแทนที่โดยรถตู้ทำด้วยไม้ระบบพลังงานไฟฟ้าขนาดกำลังยี่สิบแรงม้าระบบไฟฟ้าที่ใช้สำหรบรถรางนี้เป็นระบบที่ดำเนินการโดยบริษัท Short Electric Railway Company เมือง Cleveland ประเทศสหรัฐอเมริกา          บางกอกซึ่งในขณะนั้นมีพลเมืองประมาณเก้าแสนคนมีรถรางถึง 7 สายด้วยกันโดยวิ่งไปยังจุดต่างดังนี้          1.บางคอแหลม          2.สามเสน          3.ดุสิต          4.บางซื่อ          5.หัวลำโพง          6.สีลม          7.ปทุมวัน          รถรางทุกสายเป็นแบบรางเดี่ยวโดยมีทางหลีกในระยะช่วง 1/4 ไมล์รางมีขนาดกว้าง 1 เมตรและรางรถส่วนมากฝังอยู่ในพื้นถนนลาดยางมีบางช่วงเท่านั้นที่ฝังอยู่บนถนนคอนกรีตและได้มีการให้สิทธิให้รถรางที่วิ่งทางขวาไปก่อนในขณะนั้นมีตู้รถรางทั้งหมดรวม 54 โบกี้รถตู้ที่เป็นมอเตอร์แบบคู่มี 28 ตู้และรถหัวขบวนซึ่งเป็นตัวลาก 62 คันแต่ละคันมี 40 แรงม้าสามารถจุคนได้ 60 คนโดยแบ่งเป็นที่นั่ง 36  คนที่ยืน 24 คนนอกจากนั้นยังมีตัวถังโบกี้รถรางที่มีที่นั่งโดยสาร 2 แบบคือแบบเปิดโล่ง  และแบบที่มีกระจกปิดทุกโบกี้จะมีทางขึ้น 2 ทางตัวถังรถรางส่วนมากผลิตในไทยจะมีก็เพียง 5 โบกี้ที่ส่งมาจากอังกฤษสีของรถรางส่วนใหญ่มี 4 แบบซึ่งประกอบด้วย 2 สีคู่กันคือเหลืองกับน้ำตาลเหลืองกับเขียวเหลืองกับแดงและดำกับเขียวอ่อน          วันที่ 30 กันยายนปี..1968 รถราง 2 สายสุดท้ายของบางกอกถูกยกเลิกไปและถูกแทนที่ด้วยรถเมล์..................................          นั่นคือเสี้ยวหนึ่งในประวัติศาสตร์ของรถรางไฟฟ้าซึ่งทำให้บางกอกกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญไม่แพ้ประเทศในยุโรปบางประเทศในยุคนั้นทีเดียวเพราะถือเป็นประเทศแรกในเอเซียที่มีรถรางไฟฟ้าใช้อย่างไรก็ดีความเป็นมาของรถรางในบางกอกมีมาก่อนหน้านั้นแล้วซึ่งหนังสือเล่มเดียวกันได้กล่าวไว้ว่า          ............................กำเนิดของรถรางที่ใช้ม้าลากในสยามได้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อปี.. 1889 และต่อมาได้พัฒนาไปสู่ระบบไฟฟ้าซึ่งเริ่มเมื่อปี 1892  ซึ่งในประเด็นนี้ข้อมูลบางแห่งได้บอกว่ารถรางไฟฟ้าสายแรกของบางกอกนั้น (บางคอแหลม) เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1893 ระยะทางของรถรางทั้งหมด 7 สายมีความยาวทั้งสิ้น 48.7 กิโลเมตรคือบางคอแหลม 9.2 กม. สามเสน 11.3 กม. ดุสิต 11.5 กม.