ปลดปล่อยความรู้สึกนึกคิด

ปลดปล่อยความรู้สึกนึกคิด             ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้ก้าวผ่านวัย 25 ปี วัยเบญจเพศที่ใคร ๆ ก็รอคอยกัน(แบบตื่นเต้น) ว่าเราจะต้องเจอกับอะไรบ้างในวัยนี้ เพราะส่วนใหญ่ทุกคนได้ประสบพบพาลกับวัยเบญจเพสกันหมด ดินฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้เจอเข้าแบบจัง ซึ่งไม่มีใครอยากเจอ คือความรักล่มสลาย ของรักสูญหาย ทั้ง 2 สิ่งหายไปจากชีวิตดิฉันแต่ยังอยู่ในโลกนี้ แต่เปลี่ยนจากเราไปอยู่กับคนอื่น ความรักซึ่งถือได้ว่าเป็นรักแรกที่ทำให้เรารู้จักเสียสละและทำเพื่อคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติแต่เป็นคนรัก ส่วนของรักนั้นเป็นสิ่งของแต่เป็นของรักที่ได้มาจากบุพการีและคนรัก ซึ่งได้หายไปทุกวันนี้ก็ยังสงสัยอยู่ว่าหายไปไหน ซึ่งตัวดิฉันเองก็ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหนเป็นเพราะนิสัยเรียบร้อย(ที่มีน้อยนิด)ของเรา แต่ในการสูญเสียก็มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับชีวิต เพราะความรักใกล้ล่มสลายดิฉันจึงเลือกที่จะเรียนต่อเพื่ออนาคตของตัวเองและคิดว่าทำอะไรก็ได้ให้ชีวิตมีคุณค่า ไม่เหงาจะได้ไม่ต้องคิดมาก แต่พอตัดสินใจเรียนปริญญาโทด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรก  เป็นใบเบิกอนาคตที่ดีให้กับชีวิตหน้าที่ การงาน และพัฒนาตัวเองประการสอง  เป็นคนที่มีความรักใกล้ล่มสลาย<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            ดิฉันจึงเลือกเรียนปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต นโยบายสาธารณะ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก โดยมีพี่ที่ทำงานได้ให้คำแนะนำถึงความสำคัญในการเรียนต่อและเหตุผลที่ดีว่าคนเราต้องใฝ่รู้และพัฒนาตัวเอง จากการที่ได้เข้าไปเรียนในวิชาแรกแล้วรู้สึกมึนเล็กน้อยเพราะเราไม่เข้าใจ ประกอบกับเป็นคนมีนิสัยไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเราเลือกเรียนก็ต้องทำให้ดีที่สุด(เพราะค่าเทอมที่มีราคา) เริ่มต้นจากเรียนวิชาแรกที่ทำให้มึนทำให้เราต้องเปลี่ยนตัวเองจากคนไม่ขยัน ก็ค่อย ๆ เริ่มอ่านหนังสือวันละเล็กละน้อย และมีการสนทนากับเพื่อนร่วมชั้น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ ความคิดเห็น ซึ่งเป็นความรู้ที่หาได้รอบตัวจากคนรอบข้าง โดยที่เขาไม่คิดค่าใช้จ่ายกับเราแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะโชคดีที่ได้เรียนกับอาจารย์หลายท่าน และเพื่อนร่วมห้องที่มีความรู้ มีประสบการณ์หลากหลาย </p>ทำให้เราเริ่มเป็นคนมองโลกกว้างขึ้น และรู้จักคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าพูดในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าแสดงออกเพราะต้องออกไปพรีเซนต์งาน และรู้จักคำว่า Team Work คือการทำงานเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และรู้จักคิดก่อนพูด ไม่ใช่พูดแล้วค่อยมาคิด เพราะคำพูดเราไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้(คมมาก ๆ) จากวันที่ได้เรียนวันแรกจนถึงวันนี้มีคุณค่า และมีความหมายมากมายกับชีวิต การใฝ่รู้ให้อะไรมากมายกว่าที่เราคิด และในเทอม 2 ดิฉันได้จบความรักที่เป็นรักที่มีความหมายกับชีวิต ซึ่งเป็นธรรมดาของคนผิดหวังก็ต้องซึมเศร้า แต่ดิฉันได้ใช้หลักคิดของอาจารย์มาว่าทุกอย่างมันมีเหตุผล ถ้ามันไปด้วยกันไม่ได้ก็อย่าฝืน ชีวิตตึงไปก็ไม่สุขแน่นอนดิฉันเลยเลือกที่จะผ่อน แบบผ่อนยาวไปเลย เว้นวรรคความรักไว้ หลังจากอยู่ตัวคนเดียวทำให้ชีวิตว่างเปล่ามีเวลาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ทำให้คิดมากต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้คิดมาก มีคนเคยบอกว่า คนอื่นเขาทำให้เราเสียใจครั้งเดียว แต่เรานี่แหล่ะที่ทำให้ตัวเราเจ็บช้ำแล้วเจ็บช้ำอีก โดยเก็บเอามาคิดแล้วคิดอีกชีวิตก็อยู่แต่กับเรื่องเดิม ๆ ในเมื่อเราเป็นคนมีความคิด ดิฉันจึงทำการปลดปล่อยความเสียใจ และคิดถึงแต่สิ่งดี ๆ ดีกว่า สิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับชีวิตก็ให้เป็นบทเรียนสอนใจและอย่าไปคิดถึงมันอีก จากวัย 25 ปีที่ก้าวพ้นผ่านมานั้น ได้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายกับชีวิตแต่กำลังใจสำคัญในชีวิตของดิฉัน ก็คือพ่อกับแม่ และกำลังใจจากตัวเราเอง ไม่มีกำลังใจใดดีเท่ากับการให้กำลังใจตัวเองและต้องเห็นคุณค่าตัวเอง ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ที่สำคัญต้องมีจุดมุ่งหมายในชีวิต ว่าเราต้องการเดินไปข้างหน้าหรือจะเดินอยู่กับที่ จากการเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องการเรียนที่ต้องขยันอ่านหนังสือและตั้งใจเรียน ทำให้เราได้สิ่งตอบแทนที่ปราบปลื้มใจเป็นที่สุดในชีวิต คือผลการเรียนในระดับเกรดเฉลี่ย 3.66 ซึ่งตัวดิฉันเองก็ภูมิใจเพราะได้มาจากความพากเพียรพยายาม สำหรับคนที่กำลังท้อแท้ในชีวิต ดิฉันขอเป็นกำลังใจหนึ่งที่ขอให้คุณก้าวผ่านมันไป ถ้าชีวิตไม่มีอุปสรรคหรือปัญหาก็คงไม่มีค่าอะไร คิดว่าอุปสรรคหรือปัญหาทุกอย่างมันจะทำให้เราโต เพราะมันจะทำให้เราได้รู้จักคิดและแก้ไขปัญหานั้น ขอบคุณ blog นี้ ที่ทำให้ดิฉันปลดปล่อยความรู้สึกนึกคิด……….. Thank you For Blog