เป็นข้อมูลการวิเคราะห์สภาพอัตราการคงอยู่ของนักเรียน ในช่วง 12 ปีการศึกษาติดตามจาก ป.1 - ม.6 ว่ามีการหายไปในแต่ละช่วงอย่างไรบ้าง ลองมาอ่านภาพกันดูก่อนนะครับ
สวัสดีครับทุกท่าน
วันนี้มาถกกันต่อไปเรื่องการศึกษานะครับ เรามาขลุกที่การศึกษาพื้นฐานกันก่อนนะครับ ผมมีข้อมูลในอดีตมาให้ท่านดูกันนะครับ แล้วลองค้นหาคำตอบดูนะครับ จากชื่อบทความข้างต้น ว่า เด็กสองแสนคนหายไปไหน ใครตอบได้ช่วยบอกทีครับ
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลดูเหมือนจะเก่าไปหน่อยครับ แต่ผมหาข้อมูลใหม่ไม่เจอ แต่ยังไงผมก็ว่ายังเจอปัญหาอยู่ดีในตอนนี้ ก็คงเป็นปัญหาคล้ายๆ กันครับ แม้ว่าจำนวเด็กที่หายไป จะลดจากสองแสนคน เหลือ หนึ่งแสนคนก็ตาม
เป็นข้อมูลการวิเคราะห์สภาพอัตราการคงอยู่ของนักเรียน ในช่วง 12 ปีการศึกษาติดตามจาก ป.1 - ม.6 ว่ามีการหายไปในแต่ละช่วงอย่างไรบ้าง ลองมาอ่านภาพกันดูก่อนนะครับ

เป็นไงบ้างครับ เมื่อปี 2529 คุณจะเห็นว่าเด็กที่เข้า ป. 1 มี 1,344,302 คน แล้วจบ ป. 6 เพียง 1,108,378 คน ดูเหมือนว่า จำนวนอัตราการคงอยู่จะเกิน 80% ก็ตาม แต่....ย้ำอีกแล้วครับ แต่....เด็กที่หายไปหล่ะครับ สองแสนกว่าคน หายไปไหน ถามว่าหายไปไหน หลุดไปตั้งแต่ตอนไหน เกิดอะไรขึ้นกับพวกเค้า สองแสนคนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ตรงไหนมากน้อยแค่ไหน หายไปทำไม ทำไม เค้าไม่มีอะไรกิน หรือว่าเค้ามีปัญหาอะไร เค้าต้องหาเลี้ยงครอบครัว เค้าไม่มีเงินมาเรียน เค้าไม่มีเวลาได้คิดถึงการศึกษา เค้า....เค้า... เค้าเป็นอย่างไร บ้างหนอ ... ผมคิดถึงเค้าจังเลย.....
นี่ไม่ได้พูดถึงที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ใน 80% ที่รอดมาจาก ป.6 นะครับ ว่ามีอยู่เท่าไหร่ในนั้น
แล้วสิ่งที่คุณเห็นนี้ ใครมีข้อมูลปัจจุบันเอามาตีให้ทราบกันหน่อยนะครับ คิดว่าจะเห็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ
แล้วนี่เราถึงเวลาแล้วยังครับ........ที่จะเอาจริงกับการศึกษา......เราพร้อมแค่ไหนที่จะให้เด็กที่เข้าเรียน ป.1 สามารถจบ ม.3 ได้มากกว่า 95% หรือ จบ. ม. 6 มากกว่า 90%
หากไม่พร้อมเราจะทำอย่างไร แล้วใครควรจะตระหนักในเรื่องนี้ เราต้องการจะพัฒนาชาติไม่ใช่หรือ จะพัฒนาหัวสมองใช่ไหมครับ แล้วคุณคิดว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยังครับ
ขอบคุณทุกๆ ความเห็นนะครับ......สิ่งที่พวกเราช่วยเหลือกันตอนนี้ ก็แค่อณูหนึ่งของจักรวาลนะครับ พวกเราอยู่กันที่เยอรมันก็ไม่ได้จะทิ้งเรื่องนี้ แต่ที่ช่วยสนับสนุนให้เด็กที่จบ ป.6 ได้เรียนต่อ ม.ต้น ทั้งสามปีต่อเนื่องผ่านมูลนิธิ ดร.เทียมโชควัฒนา ในการให้ทุนเด็กเรียนต่อ ปีละ 2000 บาท ต่อคนต่อปี นั้นมันอาจจะน้อยนิด แต่ก็ช่วยลดหรือยืดการได้เรียนต่อของเด็กได้อีกนิดหนึ่ง
ภาพต่อไปนี้เป็นจำนวนน้องนักเรียนที่พวกเราดูแลกันอยู่ครับ

สำหรับปีนี้ ก็มีนักเรียน ผ่านการพิจารณามาจำนวน ห้าร้อยกว่าคน ซึ่งมูลนิธิ จะให้การช่วยเหลือจำนวน สามร้อยคน ดังนั้น นักเรียนที่เกินมา ก็ต้องเร่งพิจารณากันต่อว่าทางกลุ่มจะช่วยได้กี่คนครับ
อ่านข้อมูลและกิจกรรมของพวกเราที่ผ่านมาได้จาก www.schuai.net
ท่านลองวิเคราะห์กันดูครับ ว่าน้องๆ ที่หายไปในชั้น ประถมศึกษา นั้นหายไปไหน
ขอบคุณมากๆ นะครับ
เม้ง สมพร ช่วยอารีย์
สวัสดีครับพี่บางทราย
ตามประสบการณ์บางส่วน พ่อแม่เด็กรับจ้างทั่วไป ทั่วราชอาณาจักร์ เอาลูกได้วย ถาทว่าทำไมไม่ให้ลูกเรียนหนังสือ เขาบอกว่า ต้องทำมาหากิน ไม่มีใครดูแล ไม่ใช่ประเด็นไม่มีที่เรียน เรื่องปากท้องมาก่อนค่ะ
สวัสดีครับพี่แผ่นดิน
สวัสดีครับคุณพี่
สวัสดีครับพี่หนิง
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
บันทึกนี้ทำให้เบิร์ดนิ่ง..เพราะเป็นคำถามที่จนถึงเดี๋ยวนี้เบิร์ดก็หาคำตอบให้ครอบคลุมทั้งหมดไม่ได้..
มีเด็กหลายคนที่เรียนร่วมไม่ได้ในระบบปกติ แต่ตามพรบ.การศึกษาที่กำหนดให้เด็กอยากเรียนต้องได้เรียน..จึงมีครูพิเศษใน ร.ร ปกติเพื่อสอนกลุ่มเด็กพิเศษแต่ก็เป็นเพียงภาพ ( ในบาง ร.ร ) ซึ่งเมื่อครบถึง ป.6 ( ที่เด็กถูกส่งผ่านเพื่อให้ผ่านระบบการศึกษาเท่านั้น ) เด็กก็หายไป..
บางคนก็เป็นปัญหาเรื่องความแร้นแค้นที่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน..
บางคนก็เป็นเรื่องการย้ายตามผู้ปกครองที่ต้องรับจ้างไปเรื่อยๆ..
บางคนก็เป็นเรื่องผู้ปกครองตามใจเด็ก ( บังคับไม่ได้ )..ลูกไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องไป ร.ร จนเคยตัว..
บางคนก็เป็นการถูกละเมิดทางเพศ..
บางคนก็เป็นการถูกกระทำทารุณกรรม..
บางคนก็ป่วยทางจิต หรือทางกาย..
บางคน...ถูกล่อลวง ลักพา ขอทาน
บางคน...เป็นต่างด้าว
บางคน...ไม่มีทะเบียนบ้าน
บางคน...ตาย
บางคน...พิการ
บางคน...ถูกทอดทิ้ง
บางคน...เร่ร่อน หนีออกจากบ้าน
บางคน...ถูกจับ
บางคน...ค้ายา
บางคน...เสพยา
บางคน...ขายบริการทางเพศ
บางคน................................
เบิร์ดเห็นด้วยเลยว่าระบบข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ...ถ้าเราสามารถเชื่อมข้อมูลได้ตั้งแต่แรกเกิด - ตายน่าจะดีนะคะ..
และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือสังคมที่เป็นระดับหมู่บ้าน..ตำบล ครอบครัวที่ต้องดูแลซึ่งกันและกัน..
ระบบที่รัฐคิดขึ้นมารองรับมีมากมายค่ะ..อบต.มีหน้าที่ดูแลว่าทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้หรือยัง..พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ต้องดูแล..สาธารณสุข..ศึกษา ฯ ..ตำรวจ..มหาดไทย..วัด...ศาสนาทั้ง 14 กระทรวงหลักมีหน้าที่ตรงนี้หมด..แต่................
ราชการเหมาะกับการกำกับดูแล แต่อาจไม่เหมาะกับการลงไปทำเอง ( เพราะทำไม่เป็น ) ..ถ้าเชื่อมทุกระบบทั้งภาครัฐและเอกชนได้ก็น่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้เยอะค่ะ..
เพียงใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป..ทำอย่างเต็มที่..คำถามของคุณเม้งก็น่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้และเด็กน่าจะได้รับการดูแลที่ดีขึ้น..
ทุนการศึกษา..การศึกษาแบบให้เปล่า..คุณครูข้างถนน...การศึกษานอกโรงเรียน..ขจัดความยากจน..ชุมชนพึ่งตนเอง..วิสาหกิจชุมชน...ที่ทำกิน...ดิน..น้ำ..ป่า..สุขภาพ..การป้องกันโรค...จริยธรรม...ศีลธรรม ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องทำ ทำ ทำและทำทั้งสิ้น
คงไม่มีเพียงคำตอบเดียวสำหรับคำถามนี้น่ะค่ะ..แต่ทุกคำตอบคงไปสิ้นสุดที่จุดเดียวกันคือ " ลงมือทำ " ทั้งช่วยกันทำและร่วมกันทำด้วยธรรม.. แล้วแต่ว่าใครเกี่ยวข้องตรงส่วนไหน และทุกคนล้วนสามารถช่วยกันได้เท่าที่มีแรงคิด แรงกาย แรงใจ จะทำ..เหมือนที่คุณเม้ง เพื่อนและมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนาช่วยกันให้โอกาสกับเด็กๆ ซึ่งก็เป็นอีกแรงที่ช่วยค้ำจุนสังคมไม่ให้ทรุดไปกว่านี้........
ขอบคุณสำหรับบันทึกที่ทำให้ความคิดรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งค่ะ..
แวะกลับมาอ่านเจอของคุณเบิร์ด ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ ดีใจที่มีคำว่า เด็กพิเศษและพิการ อยู่ด้วย เย้เย้
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
สวัสดีครับพี่หนิง
สวัสดีครับแวะมาทักทาย ความรู้ไม่ถึงครับ
สวัสดีครับท่านประสงค์
เอ…หรือว่า จะต้องหาที่ up ใหม่อีกแล้วเนี่ย…อ.เม้งมีอะไรแนะนำไหมคะ
สวัสดีครับพี่หนิง
สบายดีครับพี่บ่าว พี่บ่าวหละครับ พรือมั่ง หวางนี้ บายดีหม้าย ขอห้ายโชคดีศรีเมืองมุกดาหารตลอดไปนะครับ
สวัสดีค่ะพี่เม้ง สองแสนหนูเป็นหนึ่งในจำนวนสองแสนคนค่ะ 55555555555555555555 จะดีใจหรือเสียใจดีค่ะ