ในบันทึกเรื่อง การพัฒนาผู้บริหารระดับสูงมหาวิทยาลัย ดิฉันเคยเล่าให้ฟังว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีการบ้านต้องทำมากมาย และหนึ่งในการบ้านนั้นคือ การจัดทำ "รายงานบุคคล" หรือ "งานเดี่ยว" นั่นเอง
โดยเขียนบทความกรณีศึกษา ประสบการณ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษา 1 เรื่องความยาว 10 -15 หน้ากระดาษ A4 พิมพ์ด้วยอักษร Eucrosia UPC 18 pt และส่งภายในสัปดาห์ที่หนึ่งของเดือนเมษายน 2550 เพื่อจัดพิมพ์ รวมเล่ม ส่งให้ผู้สัมมนาและผู้สนใจ
โชคดีเหลือหลาย ที่ก่อนหน้าการเข้าร่วมอบรมประมาณ 1 เดือน ดิฉันถูกบังคับกลายๆ จาก สคส. ให้ส่งการบ้านเรื่อง ประสบการณ์คุณเอื้อ เพื่อนำลงในจดหมายข่าว สคส ฉบับถัดไป และดิฉันก็เพิ่งทำเสร็จช่วงเริ่มไปอบรม นบม. พอดี ดิฉันจึงขี้โกง ด้วยการใช้บทความนี้ ส่งเป็นการบ้านงานเดี่ยวเสียด้วยเลย (ไม่น่าเอาผิดนะคะ.... ดิฉันถือว่าเป็นอานิสงส์จากการบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ แก่ สคส. หนะค่ะ)
และไหนๆ ก็ใช้ประโยชน์ได้หลายสถานแล้ว ดิฉันก็ขอนำมาบันทึกไว้ใน Blog นี้ด้วยนะคะ
ประสบการณ์ "คุณเอื้อ"
เบื้องหน้า
ดิฉันเป็นคณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรมาได้ปีเศษแล้ว โดยปี พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ มีบุคลากรที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบรวมทั้งสิ้น ๗๕ คน ในจำนวนนี้ เป็นอาจารย์ ๔๔ คนและเจ้าหน้าที่ ๓๑ คน นอกจากนี้ยังมีนิสิตระดับ ป. ตรี อีก ๗๐๐ กว่าคนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าศึกษาและจบออกไปตามปีการศึกษา รวมแล้วเป็นจำนวนเกือบ ๘๐๐ คน ถ้าเทียบกับคณะวิชาอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยนเรศวร จัดได้ว่าคณะสหเวชศาสตร์ เป็นครอบครัวขนาดปานกลาง
คณะสหเวชศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร แห่งนี้ มีความแตกต่างหลากหลายในกลุ่มสาขาวิชาชีพถึง ๔ สาขา ได้แก่ สาขาเทคนิคการแพทย์ สาขาเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก สาขารังสีเทคนิค และสาขากายภาพบำบัด ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงสำนักงานเลขานุการ ดังนั้น สิ่งที่คณบดีอย่างดิฉันต้องเผชิญอีกอย่างหนึ่ง คือ การบริหารความแตกต่างให้ (รู้สึก) เป็นหนึ่งเดียว
เบื้องหลัง
หากนับจำนวนชั่วโมงบิน ดิฉันยังเป็นผู้บริหารมือใหม่ เพราะตั้งแต่เริ่มชีวิตการทำงานมาจนปาเข้าปีที่ ๒๐ ซึ่งเป็นปีที่ดิฉันตัดสินใจลาออกจากราชการ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล มาสมัครเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดิฉันไม่เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารอย่างเป็นทางเป็นการเช่นนี้เลย เพิ่งจะได้เริ่มมีโอกาสปฏิบัติงานจริงด้านงานบริหาร ก็ตอนมาเป็นสมาชิกของมหาวิทยาลัยแห่งใหม่เมืองสองแควแห่งนี้ เริ่มด้วยตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิชาการในช่วง ๔ ปีแรก นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ – ๒๕๔๗ และ ในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีอีกราว ๑ ปี จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ชะตาชีวิตผลิกผันส่งผลให้ดิฉันต้องรับบทเป็นคณบดีเต็มตัว
แต่ในความเป็นจริง ก่อนหน้าที่ดิฉันจะมีตำแหน่งต่างๆ ดังกล่าว ดิฉันได้เรียนรู้งานด้านการสร้างหลักสูตร และบริหารหลักสูตรจากท่านคณบดีท่านก่อน (ของคณะสหเวชฯ มน.) คือ ศาสตราจารย์ทวีสุข กรรณล้วน ตอนนั้น ท่านเป็นอาจารย์ที่คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเดียวกันแต่ต่างภาควิชากับดิฉัน แต่ท่านถูกยืมตัวไปเป็นคณบดีที่ คณะสหเวชฯ มน.ด้วย ราวปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ท่านมาชวนดิฉันให้ช่วยกันร่างหลักสูตรรังสีเทคนิคให้กับคณะสหเวชฯ มน. ขณะนั้น ดิฉันก็รับคำและเต็มใจช่วยทำในฐานะเลขานุการและกรรมการร่างหลักสูตรอย่างไม่ได้คิดอะไร ทำเพราะมีเวลาพอที่จะทำได้ ทำเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยขยายความก้าวหน้าของวิชาชีพรังสีเทคนิคไปยังที่ที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด พอทำหลักสูตรเสร็จ ดิฉันยังหลวมตัวช่วยเตรียมการต่างๆ เช่น ออกแบบอาคารเรียน อาคารปฏิบัติการ การจัดทำแผนงบประมาณครุภัณฑ์ทุกประเภท ตลอดจนการรับและคัดเลือกอาจารย์ ฯลฯ ดิฉันได้เรียนรู้งานด้านการวางแผนมากมายและสนุกเพลิดเพลินกับงานบริหารอย่างไม่รู้ตัว
ในที่สุด ความผูกพันก็เกิด เพราะพอเปิดหลักสูตร ดิฉันก็ยังได้รับเชิญไปสอบสัมภาษณ์นักเรียนที่สอบเข้าได้ ไปสอนนิสิต และแม้แต่ได้รับเชิญไปร่วมงานบริการวิชาการ งานเลี้ยงสังสรรค์ของนิสิตต่างๆ นับว่าท่านอาจารย์ทวีสุขเป็นผู้บริหารที่มีวิธีจูงใจให้คนทำงานให้ท่านได้เป็นอย่างดี คือท่านเปิดโอกาสให้ดิฉันสร้างสรรค์งานอย่างเต็มที่ แต่ก็สอนดิฉันว่า จะคิดจะทำอะไรต้องมองให้ไกล มองให้รอบด้าน และมีจุดยืนในการตัดสินปัญหาเสมอ นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ดิฉันเกิดความรู้สึกอยากสานงานที่สร้างมากับมือให้จนถึงที่สุด และด้วยโอกาสที่ได้ออกมาเผชิญโลกภายนอก ได้เห็นมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่มีศักยภาพสูง มีท่านอธิการบดีในสมัยนั้นคือ ศาสตราจารย์ ดร.สุจินต์ จินายน ผู้มีวิสัยทัศน์ วางรากฐานและจัดระบบต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ดิฉันตัดสินใจลาออกจากราชการ เพื่อสมัครเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ โดยเลือกที่จะทำงานท้าทาย เลือกที่จะได้โอกาสสร้างงานใหม่ อย่างไม่อาลัยความมั่นคงต่างๆ ในระบบราชการที่ดิฉันสั่งสมมาถึง ๒๐ ปี
รู้จัก QA และกัลยาณมิตรที่แท้
เมื่อทราบแน่ว่าดิฉันตัดสินใจเป็นสมาชิก มน. ท่านคณบดีทวีสุขก็ถามดิฉันว่า ระหว่างหัวหน้าภาค กับ รองคณบดีจะรับตำแหน่งไหน จำได้ว่าดิฉันใช้เวลาคิดไม่นานก่อนตอบว่า “หัวหน้าภาค” ค่ะ เพราะดิฉันต้องการเรียนรู้เป็นลำดับจากเรื่องที่ถนัดก่อน แต่เอาเข้าจริงพอดิฉันก้าวเข้ามาในรั้ว มน. ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่นานนักก็มีเหตุให้ต้องรับตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิชาการจนได้ และยังแถมงานประกันคุณภาพพ่วงมาให้อีกด้วย
ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นปีแรกที่ดิฉันเริ่มเรียนรู้เรื่องการประกันคุณภาพ ท่านคณบดีส่งเสริมให้ดิฉันเข้ารับการอบรมและให้ข้อมูลต่างๆ มาศึกษามากมาย ความพยายามที่จะเรียนรู้เรื่อง QA นี่แหละ ที่นำพาให้ดิฉันได้พบยอดปรมาจารย์ด้านการบริหารอีกท่านหนึ่ง ท่านนั้นก็คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิบูลย์ วัฒนาธร ท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ ของมน. (ตอนนั้น ท่านเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประกันคุณภาพ)
เนื่องด้วยเวลานั้นตรงกันกับช่วงที่ท่านรองฯวิบูลย์ เริ่มวางระบบการประกันคุณภาพระดับมหาวิทยาลัยเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าท่านจะให้ทำอะไร ดิฉันในฐานะตัวแทนระดับคณะวิชาก็เป็นเด็กดี ทำตามหมดอย่างไม่ขัดขืน แม้แรกๆ จะยังไม่มั่นใจนักว่าเป็นหนทางที่ถูกต้องหรือไม่ มาบัดนี้ เมื่อย้อนนึกทบทวนดู ดิฉันมองเห็นภาพชัดทีเดียวถึงกระบวนการบริหารที่มีเป้าหมายชัดเจนและมองการณ์ไกล เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลของคณะวิชาต่างๆ แล้วนำมาวิเคราะห์ศึกษาร่วมกันถึงสถานภาพจริง เชิญท่านผู้รู้มาให้ความรู้ความเข้าใจให้ตรงกันก่อน จากนั้นก็วางระบบและแนวปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ผู้แทนของทุกคณะวิชามีส่วนร่วมในการกำหนดในฐานะกรรมการตั้งแต่ต้น ทั้งนี้กรอบความคิดของทุกขั้นตอนการบริหารถูกย่อยให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ ให้เห็นภาพที่ต่อเนื่องเชื่อมโยง ตลอดจนให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกระดับ รวมทั้งการให้ความใส่ใจอย่างจริงใจ เมื่อการดำเนินการลุล่วงในแต่ละลำดับขั้นยังมีการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานเป็นภาพรวมให้ผู้บริหารระดับสูงตลอดจนผู้ปฏิบัติได้รับทราบเสมอ
สำหรับดิฉัน ระบบ QA ของ มน. ที่มี SAR/CAR/YAR เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาการดำเนินงานด้านต่างๆ ของคณะ เปรียบเสมือนคัมภีร์ของนักบริหารอุดมศึกษาทีเดียว อาจารย์วิบูลย์จึงเป็นแบบอย่างของผู้นำที่สร้างวัฒนธรรมคุณภาพ หรือวัฒนธรรมการประเมินแก่ชาวมหาวิทยาลัยนเรศวรทุกๆ คน ทุกๆ หน่วยงาน นับเป็นบุญวาสนาของดิฉันที่ได้พานพบกัลยาณมิตรที่มีความสามารถน่าเคารพนับถือ ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้การบริหารงานจากการปฏิบัติจริงอย่างไม่รู้ตัว
KM เพื่อองค์กรเรียนรู้ เพื่อบุคคลเรียนรู้
หน้าที่รับผิดชอบงานด้านประกันคุณภาพการศึกษาสมัยเป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการ ชักจูงให้ดิฉันก้าวเข้ามาเป็นผู้ช่วยอธิการบดีด้านประกันคุณภาพการศึกษาตอนปลายปี ๒๕๔๗ และเหนี่ยวนำให้ดิฉันรู้จัก KM เป็นครั้งแรก
KM พา ”คุณเอื้อ” (Chief Knowledge Officer) “คุณอำนวย” (Facilitator) “คุณกิจ” (Practitioner) “คุณลิขิต” (Note Taker)….....ที่พกเครื่องมือ ธารปัญญา (River Diagram) บันไดแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Stair Diagram) ชุมชนแนวปฏิบัติ (Community of Practice) AAR (After action Review) Blog (Web Log) ……และอื่นๆอีกมากมาเป็นขบวน นับเป็นเรื่องใหม่ที่น่าท้าทายซึ่งเหมาะกับอุปนิสัยของดิฉันอีกแล้ว ดิฉันชอบการเปลี่ยนแปลงเพราะทำให้มีชีวิตน่าตื่นเต้นมีชีวิตชีวา และก็ไม่ผิดหวังหรือเกินความคาดหวังเสียด้วยซ้ำ เพราะคราวนี้ ดิฉันมีวาสนาได้ใกล้ชิดกับปราชญ์ ผู้รู้ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศอีกหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ท่านผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) อย่างไม่เคยคาดฝันมาก่อน
KM เปรียบเสมือน utility ต่างๆ ของ QA ช่วยกระตุกกราฟการเจริญเติบโตที่วัดได้อย่างหยาบๆ ของหน่วยงานซึ่งใกล้ถึงจุดอิ่มตัวตามข้อจำกัดของดัชนีชี้วัดต่างๆ ให้ก้าวข้ามขึ้นไปสู่ระดับการเจริญเติบโตขั้นสูง คือการเจริญเติบโตของคนในองค์กร เป็นความงอกงามภายในทั้งด้านความรู้และสติปัญญา เป็นความเชื่อมโยงของความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และเป็นความเข้าใจอย่างแท้จริงในคุณธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ในอันที่จะต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ดูเหมือนว่าวิธีนี้กำลังจะก้าวสู่คุณภาพที่เป็นนามธรรมและวัดได้ยาก แต่ KM ก็มีเครื่องมือที่แสนชาญฉลาด ที่ช่วยฉายภาพให้ปรากฏ และให้ประจักษ์ได้ว่า ภาพที่เห็นเป็นภาพของงานที่ได้ผลแล้วคนเป็นสุขด้วยหรือเปล่า? เป็นภาพขององค์กรเรียนรู้ที่ประกอบขึ้นจากบุคลากรขององค์กรที่เป็นบุคคลเรียนรู้เป็นส่วนใหญ่จริงหรือไม่?
คณบดี กับ คุณเอื้อ
ประสบการณ์จากการเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอย่างแท้จริงด้วย QA และ KM นี่แหละ ที่ทำให้ความรู้สึกที่เคยขลาดและหวาดกลัวว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงไม่ได้ของดิฉันลดน้อยลง ดิฉันมีความมั่นใจว่าดิฉันยืนอยู่บนจุดที่ถูกต้อง และดิฉันยังประกาศจุดยืนของดิฉันให้บุคลากรทุกท่านของคณะทราบด้วยว่า ดิฉันใช้หลักการของ QA และ KM ในการบริหารงาน
ศิลปะของการทำงานให้สำเร็จโดยให้ผู้อื่นช่วยทำ หรือการบริหารงานนั้น ดิฉันจับเคล็ดได้เมื่อตอนเรียนรู้งานกับอาจารย์ทวีสุข อาจารย์วิบูลย์ และพ้องกับอาจารย์หมอวิจารณ์ที่ท่านกล่าวเสมอว่า อย่าทำเอง ปล่อยให้เขาทำ ขณะเดียวกันครูของดิฉันทุกท่านมีคุณลักษณะของความเป็น “คุณ(ครู)เอื้อ” คือ ชอบสอน โดยสอนให้ทำเองไม่ใช่สอนให้ทำตาม นี่คือต้นแบบที่ดิฉันพยายามเจริญรอยตาม
โชคดีที่คณะสหเวชศาสตร์เป็นคณะใหม่ จึงสามารถพัฒนาได้ง่าย เหมือนการสอนเด็กไร้เดียงสา ถ้าปลูกฝังให้มีวินัยเสียแต่ต้น เมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะเป็นนิสัยติดตัวไปโดยอัตโนมัติ คณะจัดให้มีระบบการประเมินคุณภาพไขว้สาขาวิชาทุกปีตั้งแต่ต้น โดยล้อแบบอย่างจากมหาวิทยาลัย คือบังคับให้ทำ QA เมื่อเด็กน้อยเริ่มเติบใหญ่และมีวุฒิภาวะสูงขึ้น โดยสังเกตได้จากความสามารถในการประยุกต์วิธีการและการคิดเองทำเองได้ เมื่อมีของเล่นใหม่ๆ มาให้ทดลองเล่นอย่าง KM คณะก็ให้อิสระในการใช้ประโยชน์ตามความสมัครใจ
แต่ที่สำคัญและขาดไม่ได้ คือการกำหนดเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจน คณะสหเวชศาสตร์กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ว่า จะเป็นคณะวิชาแห่งการวิจัยภายในปี ๒๕๕๓ และวางบรรทัดฐานการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างคุณค่าร่วมขององค์กรเป็นคำ ๓ คำ จำง่ายๆ ด้วยอักษรย่อประจำคณะ AHS ว่า Ability Honesty Sociabilityกล่าวคือ ทุกคนต้องทำงานหรือเรียนด้วยความสามารถ ซื่อสัตย์ และมีมนุษยสัมพันธ์ ( AHS มาจากชื่อเต็มภาษาอังกฤษของคณะสหเวชศาสตร์ว่า Allied Health Sciences)
นอกนั้น การบริหารงานก็เป็นเพียงการเอื้อและอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่นให้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน นำและทำในเรื่องใหม่ๆ ให้เป็นตัวอย่าง สร้างเวทีให้วิพากษ์ ชื่นชมให้กำลังใจ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาคุณภาพระดับหน่วยงานลงสู่ระดับปัจเจก ผลักดันให้บุคคลเป็นบุคคลเรียนรู้ เคล็ดลับก็คือใช้ QA และ KM อย่างเนียนสนิทแนบแน่นในเนื้องาน เป็นการทำงานอย่างมีคุณภาพ และทำงานอย่างมีสัมพันธภาพ ผลของการเอื้อดังกล่าว สร้างสิ่งที่น่าภาคภูมิใจแก่คณะ อาทิ
๑. ทำให้ผลการประเมิน/ตรวจสอบด้านประกันคุณภาพการศึกษาภายในของคณะ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยพัฒนาการในการดำเนินงานของคณะที่สามารถวัดได้ จากคะแนนผลการประเมินตรวจสอบคุณภาพภายในที่เน้นกระบวนการ จำนวน ๖ ครั้ง ตามลำดับตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๔ ถึง ๒๕๔๘ เป็นดังนี้ ๒.๔๕ ๒.๓๒ ๓.๒๑ ๓.๙๓ ๓.๗๕ และ ๔.๘๓ และจากคะแนนผลการประเมินตรวจสอบคุณภาพภายในที่เน้นผลลัพธ์ จำนวน ๓ ครั้ง ตามลำดับตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๖ ถึง ๒๕๔๘ เป็นดังนี้ ๓.๑๙ ๓.๑๕ และ ๔.๐๒
๒. บุคลากรทุกคน และทุกระดับของคณะสหเวชศาสตร์ เป็นบุคคลเรียนรู้ ปฏิบัติงานตามภารกิจของตนด้วยวิถีวิจัย ดังจะปรากฏว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ – ๒๕๕๐ มีจำนวนงานวิจัยของอาจารย์เพิ่มมากขึ้น มีจำนวนงานวิจัยสถาบันของบุคลากรสายสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น มีนิสิตที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมระดับประเทศจากโครงงานวิชาชีพ
๓. มีบุคลากรของคณะสหเวชศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากคนในสังคม ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยว่าเป็นบุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่ส่วนรวม เป็นแบบอย่างที่ดีที่ควรแก่การยกย่องชมเชย บุคลที่ดิฉันเอ่ยถึงคือ คุณอนุวัทย์ เรืองจันทร์ หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะสหเวชศาสตร์ ฉายา super boy

๔. บุคลากรของคณะมีจิตสำนึกในเรื่องคุณภาพ มีความสุขกับการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง โดยเครื่องมือดักจับจิตสำนึกและความสุข คือ การอ่านบันทึกของบุคลากรใน Blog บน Web Gotoknow ของ สคส. : http://gotoknow.org/planet/AHS-NU
๕. มี “AHS Planet” บน Web Gotoknow ของ สคส. เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เสมือนระหว่างบุคลากรของคณะ ซึ่งมีบรรยากาศที่มีชีวิต มีความเคลื่อนไหว มีอารมณ์และความรู้สึก มีสัมพันธภาพ บุคลากรของคณะพัฒนาทัศนะและมุมมองของตนได้อย่างน้อยที่สุดจากการอ่าน และอย่างมากทีเดียวจากการคิดและเขียนเอง และพัฒนาการที่สำคัญคือ การยอมรับความแตกต่าง และยอมรับความเปลี่ยนแปลง

๖. บุคลากรของคณะฯ ได้รับการเตรียมความพร้อมให้อยู่รอดได้ในโลกอนาคตที่กำลังย่างกรายเข้ามาด้วยอัตราเร่งที่สูงมาก โลกอนาคตที่มีวัฒนธรรมของการใช้เทคโนโลยีสื่อสารทาง internet และปฏิสัมพันธ์กันบนพื้นที่เสมือนมากกว่าพื้นที่จริง
ท่านพุทธทาส สอนไว้ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” เพราะท่านสามารถปฏิบัติธรรมได้ แม้ขณะที่ท่านกำลังทำงาน ทำนองเดียวกัน ท่านสามารถทำ QA และ KM ได้ทุกลมหายใจ ตราบเท่าที่ท่านยังหายใจ
อาจารย์คะ
ตามมาเรียนรู้ค่ะ
อาจารย์มีสิ่งดี ๆ มาเล่าให้ฟังเสมอ
ขอบคุณค่ะ
ชื่นชมคนคุณภาพสหเวชค่ะ
มาชื่นชมดังๆอีกสักครั้งด้วยความคิดถึงค่ะ อาจารย์
คิดถึงน้องโอ๋เสมอเช่นกันค่ะ....ให้อภัยพี่แล้วใช่ไหมคะ...ที่เกเรหายหน้าไปนาน....พี่จะพยายามเป็นคนดีอยู้กับร่องกับรอย เหมือนน้องโอ๋ให้ได้ค่ะ...(สัญญามาหลายครั้งแล้ว....) นะ...นะ...
บันทึกจากคุณเบิร์ดค่ะ ไปเขียนถึงอาจารย์ไว้ด้วย พอมาเห็นบันทึกอาจารย์อีกครั้ง เลยยิ่งรู้สึกเหมือนมีสายสัมพันธ์อะไรที่เรามองไม่เห็นเชื่อมโยงความเป็นไปต่างๆนะคะ