การศึกษามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประชากรของประเทศให้มีความรู้ความสามารถในการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างเป็นสุข การจัดการศึกษาของไทยในอดีต ไม่มีระบบแบบแผนที่แน่นอน เป็นการศึกษาตามแบบโบราณ ซึ่งมุ่งเน้นการถ่ายทอดวัฒนธรรมหรือความรู้ด้านช่างฝีมือและการเรียนหนังสือต่อจากบรรพบุรุษ สถานที่ให้ความรู้คือ วัง วัดและบ้าน จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงริเริ่มการจัดการศึกษาแบบใหม่ที่เป็นระบบขึ้น อันเป็นรากฐานการจัดการศึกษาในระยะต่อ ๆ มา (พรทิพย์ สุวรรณโรจน์ อ้างในวิโรจน์ สารรัตนะ, 2535) การจัดการศึกษาของไทยเริ่มมีความเป็นระบบตามแบบสมัยใหม่มากขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา อันเป็นยุคเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศที่ใช้แผนเป็นตัวกำหนดจุดมุ่งหมายและกำกับการดำเนินงาน ดังจะเห็นได้จากการมีแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติระยะ 5 ปีควบคู่มากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี นับถึงปัจจุบันก็มีแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติรวม 8 ฉบับด้วยกัน และกำลังอยู่ในช่วงการใช้แผนฉบับที่ 8 ในปี พ.ศ. 2540-2544 อยู่การจัดการศึกษาของไทยในระยะที่ผ่านมา รัฐพยายามใช้การศึกษาเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาประชากรเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานในระยะที่ผ่านมา พบว่า ค่อนข้างจะประสบผลสำเร็จในเชิงปริมาณ แต่ในด้านคุณภาพนั้นยังจะต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก ดังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2539) ให้ข้อสรุปว่า “การจัดการศึกษาของประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา ต่อเนื่องจนถึงแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายในเชิงปริมาณ แต่ก็ยังมีปัญหาในด้านความเสมอภาคของบริการให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ส่วนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตลอดจนประสิทธิภาพของการจัดการศึกษานั้น ยังไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการในกระบวนการพัฒนา “คน” ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงในด้านต่าง ๆ “ สำหรับแนวทางการพัฒนาการศึกษาในอนาคตนั้น ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องเร่งเน้นการพัฒนาในด้านคุณภาพเป็นสำคัญ ดัง สุเมธ วงศ์พานิชเลิศ (2539) นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยกล่าวว่า “การจัดการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพให้มากขึ้น ไม่ใช่ให้ความสำคัญแต่เพียงการเพิ่มปริมาณแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เนื่องจากหากเพิ่มแต่ปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้น เป็นผลกระทบต่อสังคมตามมา” นอกจากนั้นในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ก็ได้เน้นการพัฒนาคุณภาพของคนเป็นหลักสำคัญ โดยถือว่าผู้เรียนเป็นเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษานั้น ประเด็นที่กล่าวถึงมากคือ ความรู้ความสามารถของเด็กไทยโดยเฉลี่ยอ่อนลง ทั้งด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างมีเหตุผล การริเริ่มสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา ความรู้ทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย รวมทั้งคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในด้านลักษณะนิสัยใฝ่รู้ ความมีคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย การทำงานเป็นหมู่คณะ เป็นต้น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , 2539) ซึ่งประเด็นที่มีปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ จรัส สุวรรณเวลา (1996) กล่าวว่าเป็นคุณลักษณะที่สำคัญสำหรับคนไทยในยุคโลกาภิวัฒน์เป็นอย่างยิ่ง หากไม่เร่งรีบพัฒนาให้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกวัยแล้วก็ยากจะทำให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข สำหรับสาเหตุที่สำคัญนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้ชี้ไปที่กระบวนการเรียนการสอนว่า “มุ่งเน้นการท่องจำเพื่อสอบมากกว่าการเน้นให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งไม่สามารถปลูกฝังการรักที่จะเรียนรู้ต่อไป อันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในโลกยุคข้อมูลข่าวสารหรือสังคมแห่งการเรียนรู้” ซึ่งก็สอดคล้องกับทัศนะของนักวิชาการอีกหลายท่าน เช่น สิปปนนท์ เกตุทัต (2539) ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ (2539) และไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2539) เป็นต้น ซึ่งให้ทัศนะว่า บทบาทของครูไม่ใช่ผู้ท่องบ่นหรือมีบทบาทเพียงบนกระดาน เขียนแผ่นใสให้นักเรียนดูเท่านั้น แต่บทบาทของครูจะต้องกระตุ้นการเรียนรู้ให้กับเด็ก จัดการให้เขาได้เรียนอย่างเหมาะสม แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษานั้น ทุกฝ่ายต่างเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเป็นสำคัญ โดยให้ผู้สอนปรับวิธีการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผล มุ่งให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ รู้จักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ แสวงหาความรู้ และรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมทั้งรู้จักทำงานเป็นหมู่คณะตามระบอบประชาธิปไตย ผู้สอนจัดวิธีการเรียนการสอนให้มีความหลากหลายในรูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและเงื่อนไขของท้องถิ่น ตลอดจนเชื่อมโยงวิธีการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชากับสภาพปัญหาและประสบการณ์ในชีวิตจริง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2539) อย่างไรก็ตาม กระบวนการเรียนการสอนแบบยึดครูเป็นศูนย์กลางก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดระยะเวลา ถึงกับมีคำกล่าวที่เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า “เป็นการสอนหนังสือ ไม่ใช่เป็นการสอนคน” ซึ่งปรากฎการณ์เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับการศึกษาทุกระดับ ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษากล่าวโดยสรุป จากสภาพการณ์ทางสังคมไทย ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันเป็นผลเนื่องจาก อิทธิพลของคลื่นสารสนเทศเทคโนโลยี จะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวของบุคคล สถาบันและสังคมโดยส่วนรวมขึ้น ซึ่งเพื่อเตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ การศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประชากรของประเทศ ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จำเป็นจะต้องเร่งรัดการพัฒนาคนให้เป็นคนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และทำงานเป็นหมู่คณะได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้แนวการพัฒนาคนในแนวดังกล่าว จะเริ่มกล่าวขานกันมาเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดเป็น ความคาดหวังไว้ในหลักสูตร นอกจากนั้นทฤษฎีการเรียนการสอนในสถาบันการผลิตครูก็เน้นย้ำถึงแนวการพัฒนาดังกล่าว แต่ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพทางการศึกษาก็ยังระบุว่า ประเด็นดังกล่าวยังเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องได้รับแก้ไขและพัฒนาต่อไปอีก โดยเฉพาะในเรื่องกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของครู จากวิธีการสอนแบบยึดครูเป็นศูนย์กลางไปเป็นยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางให้ได้ มิฉะนั้นแล้วสภาพการเรียนการสอนก็จะเป็นรูปแบบเดิม คือยังเน้นการท่องจำเป็นหลัก ดังนั้นการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของครูให้เป็นไปในทิศทางดังกล่าว จึงเป็นปัญหาที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักการศึกษาและครูไทยในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ หากต้องการพัฒนาคุณภาพของการจัดการศึกษากันอย่างจริงจังกันต่อไป
การศึกษาเพื่อมวลชน
การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัฒน์
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
jindaporn tanthong · 25 เม.ย. 2550
คำอ้อย · 25 เม.ย. 2550
ห้องสมุดกรมบัญชีกลาง CGD Library · 25 เม.ย. 2550
MED-NU · 25 เม.ย. 2550
ข้อความที่เอามาดีจังเลย..
แต่อยากให้การศึกษาไทยนำมาตราการ 2 อย่างกลับมาใช้ อนาคตเด็กไทยจะได้หมดห่วง
1. ไม่เรียว
2. ซ้ำชั้น
เห็นด้วยไหม?
THE KOP