ประโยชน์ของพืชคลุมมีมากกว่าที่คิด

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 เม.ย. 2550 ที่ผ่านมาอยู่ว่างๆ ก็เลยขับรถเล่นๆ ไปหาเกษตรกรที่ บ้านป่าแขม ต.คอแลน อ.บุณฑริก จ.อุบลฯ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่เกือบจะติดกับชายแดนประเทศลาว อยู่ห่างจากบ้านผมที่ อ.วารินชำราบ ประมาณ 130 กม.เนื่องจากหมู่บ้านดังกล่าวมีชาวบ้านคนหนึ่งมีหัวคิดก้าวหน้า คือนายอดุลย์ โคตรพันธ์ ได้ใช้พืชตระกูลถั่ว ที่ชื่อว่า เพอราเรีย  (Pueraria phaseoloides)  ซึ่งเป็นพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตค่อนข้างเร็วสามารถคลุมพื้นที่ทั้งหมดหลังปลูกภายใน 5 - 6 เดือน คลุมดินควบคุมวัชพืช ซึ่งเจ้าเพอราเรียนี่ เป็นพืชคลุมที่อยู่ภายใต้ร่มเงาได้ดี ใบใหญ่หนา โดยได้มาจาก สถานีทดลองยางบุรีรัมย์ เมื่อปีก่อนจริงๆ แล้วพืชคลุมยางวมีหลายชนิดน่ะครับ นอกจากเพอราเรียแล้วก็ยังมี คาโลโปโกเนียม (Calopogonium mucunoides) เป็นพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตได้รวดเร็วเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมี  เซ็นโตรซีมา  (Centrosema  pubescens) เป็นพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตช้า แต่หนาทึบ และอยู่ได้นานขึ้นได้ดีภายใต้ร่มเงา ใบเล็ก เมล็ดเล็กแบนมีลาย  อีกตัวหนึ่งคือ ซีรูเลียม (Calopogonium caeruleum) เป็นพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตในระยะแรกช้า  สามารถคลุมพื้นที่ได้หนาแน่นภายใน 4 - 6 เดือน ทนทานต่อร่มเงาได้ดี ไม่ตายในหน้าแล้ง ใบสีเขียวเข้มค่อนข้างหนาและเป็นมัน แผ่นใบมีขน เมล็ดมีสีเขียวอ่อนจนถึงน้ำตาลแก่ ผิวเมล็ดเรียบเป็นมันวาวแต่ในที่นี้จะพูดของคุณอดุลย์ คือ เพอราเรีย ซึ่งภายหลังจากนำมาปลูกแล้วทำให้ลดการไถภพรวน และลดการใช้สารเคมีในสวนยางได้ดีมาก ซึ่งช่วงต้นปีที่ผ่านมาผมแนะนำให้เขาเก็บเมล็ดไว้แล้วจะหาคนซื้อให้ แต่เขาไม่แน่ใจว่าจะมีใครซื้อ ผมก็เลยบอกเขาว่า เก็บไว้ซิถ้าหาใครซื้อไม่ได้ผมจะซื้อเองโดยตั้งราคาจูงใจไว้ 300 บาท/กก. เนื่องจากเมล็ดเล็กมาก เก็บยากด้วย ก็เลยตั้งราคาไว้ให้สูงพอสมควรและอีกอย่างหนึ่ง เป็นราคาที่ สกย.(สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง) กำหนดเป็นราคาจำหน่ายไว้ด้วย  เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมก็เลย ออกไปดู ปรากฏว่า เขาเก็บได้ 15 กก. ผมก็ทำตามสัญญาครับ รับซื้อไว้เองทั้งหมด เป็นเงิน 4,500 บาท ดูท่าทางเขาดีใจมาก ซึ่งผมคิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าผมหาเมล็ดพืชคุลมดินได้ ผมจะนำไปให้ชาวบ้านรายอื่นเขายืมไปจากผม คนละเล็กละน้อยสำหรับปลูกลงในแปลงยางพารา ซึ่งคาดว่าคงจะปลูกได้หลายไร่อยู่เหมือนกัน และถ้าเขาได้ปลูกพืชคุลมลงไปแล้ว คงจะลดการไถพรวนแปลงยาง และลดการใช้ยาฆ่าหญ้าลงไปได้พอสมควร และปีต่อๆ ไปผมจะไปขอเก็บเมล็ดคืนเพื่อให้คนอื่นยืมต่อๆไป เพราะว่า พื้นที่ที่ผมผ่านไปนั้นอยู่ในเขต อ.สิรินธร , บุณฑริก และเดชอุดม ซึ่งพื้นที่ที่เกษตรกรปลูกยางพารานั้น เป็นพื้นที่สูงแล้วลาดเอียงเข้าไปหาอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธร ถ้าเกษตรกรมีการใช้ยาฆ่าหญ้า ยาเหล่านั้นก็จะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสินรินธร จากนั้นก็ไหลลงสู่แม่น้ำมูล ไหลสู่แม่น้ำโขง ตามลำดับ ปลาแม่น้ำโขงที่เราคิดว่า แซบๆ ที่น้ำมากินกันนั้นก็คงจะปนเปรื้อนสารเคมีที่พี่น้องชวนสวนยางกระทำลงไปไม่มากก็น้อยฉะนั้นก็มาเริ่มกันจากจุดเล็กๆแบบนี้ก่อนโดยใช้พืชคลุมเป็นตัวนำผมคิดว่าคงจะเป็นประโยช์กับตัวเกษตรกรเองที่ไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมี และกับสภาพแวดล้อมโดยรวมได้ด้วยเพราะผมมีความเชื่อว่าพื้นที่แถบนั้นไม่น่าจะถึง20 ปี หรอกครับ อย่าว่าแต่ผืนป่าเลย แม้แต่ผืนนาก็คงเหลือน้อยเนื่องจากจะแปรสภาพเป็นแปลงยางพาราไปหมด