เลิกฝืนใจอ่าน แล้วเปลี่ยนมาอยากจะอ่านแทน (ทำได้จริงเหรอ) ตอนที่ 1


แรงจูงใจจากภายในที่ฝรั่งเขาเรียกว่า intrinsic motivation
       มีหลายคนที่ชอบมาเรียนสาย หรือเพื่อนชอบมาเรียนสาย คนที่มาเรียนเช้าอาจมองพวกมาเรียนสายไม่มีความรับผิดชอบบ้าง ขี้เกียจบ้าง  แต่เชื่อไหมมีคนหลายคนที่มาเรียนสายก็เรียนหนังสือได้ดี หรือดีกว่า (พวกที่มาเช้า) ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาเรื่องการเรียน ถ้ามองคนมาเรียนสายจะมีลักษณะนิสัยมาสายเป็นประจำ สายน้อยบ้างมากบ้าง  ผมคนหนึ่งที่ชอบมาเรียนสาย ตอนสมัยเรียนอยู่ อาจารย์ฝรั่งมักหาวิธีกลั่นแกล้ง เช่น ถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่สอนตอนที่เดินเข้ามาทันที ไม่อ่านวิทยานิพนธ์ให้ หรือพูดประชดประชันต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น ให้อาย (แต่ก็ ไม่รู้สึก หัวเราะอีกต่างหาก) เพราะเป็นคนที่มาสายประจำ ซึ่งฝรั่งเขาถือมาก แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองได้ ทำจนอาจารย์คิดว่าไม่มี ประโยชน์ที่จะเปลี่ยนนิสัย คนขี้เกียจคนนี้  ถ้าถามว่าทำไมตอนนั้นถึงเป็นอย่างนั้น คือตอนนั้นมันไม่มีแรงผลักดันจากภายในให้ไปเช้า ถ้าสมมุติว่าพรุ่งนี้จะต้องไปสนามบิน เอออย่างนี้นอนดึกเท่าไหร่ตื่นยังเป็นตีสามตีสี่  แต่วันหนึ่งอาจารย์ต้องตกใจเพราะมาเช้ากว่าปกติ อาจารย์ถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนไป  คำตอบสั้นๆ คือผมอยากจบ ไม่อยาก
terminate (ต้องออกเพราะทำวิทยานิพนธ์อย่างไรก็ไม่จบ) ครับ     ความอยากทำนี่มันมีกำลังมากจริงๆ โดยเฉพาะความอยากทำสิ่งต่างๆที่มาจากภายใน หรือแรงจูงใจจากภายในที่ฝรั่งเขาเรียกว่า intrinsic motivation หลักการ child centre (เด็กเป็นศูนย์กลาง)หรือ ถูกปรับจนเรียกว่า Resource based learning ก็คือหลักการที่ทำให้เกิดความสนใจส่วนบุคคลที่จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนได้ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยทุกคนอาจต้องเข้าศูนย์ภาษา (self-access learning centre)เพื่อไปอ่านในสิ่งที่ตัวเองสนใจ ค้นคว้าสิ่งตัวเองสนใจ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจจากภายใน (แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่เพราะ เด็กไทยอาจไม่ถูกฝึกให้ทำตั้งแต่เด็ก)  ครั้งต่อไปเรามาพูดกันต่อว่าแล้วจะทำให้เกิดได้อย่างไร
คำสำคัญ (Tags): #intrinsic motivation
หมายเลขบันทึก: 91888เขียนเมื่อ 22 เมษายน 2007 23:11 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มีนาคม 2012 17:24 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (11)
จะรอตามอ่านตอนต่อไป
  • สงสัยว่าเด็กฝรั่งฝึกมายังไง แล้วเขาทำกันสำเร็จได้ไง (คนที่ไหนก็น่าจะขึ้เกียจทั้งนั้น?)
  • หรือว่าอะมันอยู่ในวัฒนธรรมเลย?
  • เวลาเอาหลักสูตรมาใช้ มีอะไรตกหล่นไปหรือเปล่า?
  • หรือเป็นที่ระบบสอบคัดเลือก :-P (เกี่ยวมะ?)
สร้างแรงจูงใจเอาได้เปล่า?  จ้างคนที่พูดได้แต่ภาษาอังกฤษมาขายไอติมที่โรงเรียน :-P

ถามว่าบิลเกตส์ทำไมต้องลาออกเองจากเยลทั้งที่เรียนไม่จบ ไม่ใช่ว่าเรียนไม่ได้แต่นี่แหละคือคำตอบ

ต่อให้เราเรียนหนักขนาดไหน มีปัญญาขนาดไหน สิ่งที่เราแพ้ฝรั่ง มีเพียงจุดเดียวเท่านั้นคือความเชื่อ เราไม่มีความเชื่อ เลยโดยเฉพาะเชื่อตัวเองในสังคมไทยถ้าคนคนหนึ่งจะทำอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้าน ทั้งพ่อแม่พี่น้อง ครูอาจารย์ รวมตัวกันว่า เต็มที่ ถ้าดูหนังฮอลลีวู๊ดจะเน้นมาก คงได้เห็นว่าฝรั่งชอบกอดกันแล้วพูดว่า ลูกทำได้แล้ว ลูกทำได้ประมาณนั้น คือทำได้ในสิ่งที่เขาเชื่อคนอื่นอาจคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรือไม่ถูก

หลักสูตรของไทยกับฝรั่งตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง หลักสูตร ไทยเน้น  what have you learnt ?นี่เป็นของฝรั่ง  Why should it be ?  Why shouldn't it be? หลักสูตรจะเน้นไปที่Task คือเน้นการแก้ปัญหาด้วยความคิด แบบองค์รวม ของไทยครูก็เตรียมให้ทุกอย่าง อยากให้เลิกซะที ปิ้งแผ่นใสนี่

อย่าว่าหลักสูตรหรือการสอบเลย แค่เรื่องการฝึกให้เด็กใช้ความคิดเราก็ยากที่จะผลักดันให้เกิดในการปฏิรูปการศึกษา

ส่วนทีสอง 

ไม่ได้ผลหรอกเพราะเวลาส่วนใหญ่ก็พูดภาษาไทยอยู่ดี ถ้าเอาแค่สื่อสารอังกฤษได้ก็เรียนอินเตอร์ทุกเวลาทุกบทเรียนพูดอังกฤษหมดและต้องเขียนและ present เป็น eng ให้มันรู้ไปว่าจะทำไม่ได้

P ผมลืมตัวเลือก เรียนอินเตอร์ไปเลย สงสัยจะพูดได้แน่ๆ โรงเรียนมัธยมฯ แถวบ้านก็เปิดกึ่งอินเตอร์เยอะขึ้นเรื่อง :-)
(น่าเสียดายตอนผมเด็กเด็กไม่มีมั่ง)  
 
แต่ที่น่ากลัวคือโปรแกรมอินเตอร์ บางโปรแกรม ของบางมหาลัยฯ เห็นลักไก่ พูดภาษาไทย กันทั้งนักเรียน ทั้งครู -_-!

ขอบอกว่า program อินเตอร์ที่ เริ่มโรงเรียนมัธยมส่วนใหญ่ไม่ได้ผล เพราะเป็นแค่เปลี่ยนวิชาหลักมาใช้ภาษาอังกฤษนักเรียนก็เหมือนไปนั่งฟังเเลคเชอร์ ซึ่งต่างจากโรงเรียนที่มีหลายชาติเพราะเด็กต้องสื่อสารโดยใช้ Eng เท่านั้น แต่เด็กอินเตอร์ ego จะแรง

ไม่น่าเสียดายครับผมเคยพูดอังกฤษไม่ได้เลย จนเริ่มเรียน ป โทก็ทำได้แค่มี โอกาสที่จะสื่อสารตลอดเหมือนภาษาไทยไม่ว่าจะอยู่ในห้องสมุด ห้องเรียน โรงอาหาร ห้องพักครู กับฝรั่งก็ O.K.ที่สำคัญต้องกล้าพูดนะครับ

มันก็หายากครับคนที่จะเก่งทั้งสาขาวิชาของเขาและทั้งภาษา ถ้าคุณวีร์อยากเรียนเกี่ยวกับพูดวิธีการคือต้องมีโอกาสพูดโต้ตอบครับ เหมือนขับรถ ก็ต้องได้ขับจริงถึงจะเป็น

สวัสดีค่ะ

เห็นด้วยที่ การจะพูดภาษาอื่นได้คล่อง ต้องมีโอกาสพูดโต้ตอบ และกล้าด้วย

ตอนที่ลูกชายอายุ8ขวบ เราไปอยู่ที่อเมริกา 2 ปีเศษ ได้อะไรมาพอควร

อย่างแรกคือ เขาให้เด็กไปห้องสมุดค้นคว้า ทำรายงานส่ง ต่ห้องสมุดที่โน่นมีมาก ไม่ลำบาก ทำรายงานหลายวิชาเลย ไม่เหมือนตอนเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล ฟังครูอย่างเดียว

พอกลับมา  ก็กลายเป็นเด็ก กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ก็กลับไปโรงเรียนเดิมค่ะ โชคดี โรงเรียนปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้สมัยใหม่ขึ้นด้วย

ต่อมาอยู่เตรียมอุดม ก็ดีค่ะ   เป็นเด็กกิจกรรมด้วย

ที่เล่านี่แสดงว่า การสอนของประเทศเราก็มีการปรับเปลี่ยนเหมือนกัน แต่ช้าหน่อยเท่านั้นเองค่ะ เรามีวัฒนธรรม อ่อนน้อมถ่อมตนเชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งดี

แต่ ในการเรียน ถ้านักเรียน ไม่ได้แสดงความคิดเห็นหรือได้ทำอะไรได้ ด้วยตัวเองเสียบ้าง ก็ขาดความคิดริเริ่ม แต่จะเป็นผู้ตามที่ดี

สวัสดีครับ 

ตอบ 

P

ขอบคุณครับที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีมาก ผู้ปกครองส่วนมากกลัวระบบการสอนของฝรั่งที่กระตุ้นให้เด็กกล้าคิดกล้าทำกล้านำเสนอ จนบางที่เหมือนกล้าที่จะก้าวร้าว ซึ่งลักษณะฝรั่งที่แบบไม่ไว้หน้าใครก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ส่วนตัวผมคิดว่าไม่เหมาะกับสังคมไทย ซึ่งเน้นการสมานฉันท์ ถ้าเราฝึกเด็กให้รู้จักว่าในสถานการณ์ไหนควรจะทำได้ระดับไหน รู้จักยืดหยุ่นได้ก็จะดีมาก คือรักษาทั้งวัฒนธรรม แต่ไม่เสียความเป็นตัวของตัวเอง เป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี ครับ

สวัสดีค่า

จริงๆ ก็เริ่มจากที่ชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กคะ ตอนนี้ทำงานแล้วเลยได้ทำแต่งานแปลซะส่วนใหญ่เป็นงานด้านกฎหมายน่ะคะ  แต่เรื่องที่จะให้พูดมีหวังคงยาก เพราะเราเองยังไม่เคยได้พูดกับฝรั่งจริงๆ จังๆ ซักที จะเคยก็แต่คุยกันเล่นๆ แต่เป็นการเป็นงานเนี่ยะไม่เคยคะ ไม่กล้าจริงๆ นี่แหละปัญหาของคนไทย เรื่อง gramma เนี่ยะอย่างให้พูดถึงเลย แม่นเป๊ะๆ แต่พอ listening แล้วยากมากคะ - -!

ตอบ

มีปีหนึ่งผมไม่ได้เจอฝรั่งเลย รู้สึกการพูดติดๆขัดๆ หน่อยๆ มันเป็นเรื่องยากที่เราจะอยู่ในสถานการณ์

ที่ใช้ทักษะครบทั้งสี่อยากให้คุณ ดูหนังหรือ ดูเวป พัฒนาทักษะอยู่ตลอดครับ ไม่แน่นะวันหนึ่งอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศจะได้ พร้อมเลยไงครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี