วันที่ ๑๐ เม.ย. ๕๐ สภามหาวิทยาลัยมหิดลไปเยี่ยมชื่นชมคณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และมีอาคารใหม่อยู่ที่ศาลายา ก่อสร้างเกือบเสร็จแล้ว
ประเด็นที่น่าชื่นชมมีหลายประการ ผมจะสรุปสั้นๆ
๑. ชื่นชมสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารเมื่อ ๘ ปีก่อน ที่มีความรู้เริ่มสร้างสรรค์ อนุมัติการก่อตั้ง "โครงการจัดตั้งคณะฯ" ดำเนินการภายใต้กำกับของสภามหาวิทยาลัย เนื่องจากในช่วงนั้นรัฐบาลมีนโยบายจำกัดการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เท่ากับคณะกายภาพบำบัดฯ เป็นหน่วยงานนอกระบบราชการมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน
๒. คณะฯ มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนหลังไปถึงปี ๒๕๐๘ ที่กำเนิดในสถานะโรงเรียนกายภาพบำบัด สังกัดภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
รายละเอียดของสรุปภาพรวมของคณะฯ อ่านได้ที่นี่
๓. บริการด้านกายภาพบำบัด ทั้งที่ ร.พ.ศิริราช และที่คลินิกบริการผู้ป่วยนอกของคณะฯ เป็นที่นิยมมาก ผู้ป่วย ๓๐๐ คน/วัน และสร้างรายได้แก่คณะได้เป็นอย่างดี เป็นที่นิยมว่าบริการมีคุณภาพสูง เพราะใช้นักกายภาพบำบัดเป็นผู้ให้บริการทั้งหมด และคณาจารย์ก็มีความเชี่ยวชาญหลายสาขา มีอาจารย์ปริญญาเอกถึง ๑๑ คน จากทั้งหมด ๓๔ คน
๔. จัดการศึกษาครบทั้ง ๔ ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี, ประกาศนียบัตรบัณฑิต, ปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขากายภาพบำบัด และกำลังจะเปิดสาขากิจกรรมบำบัด
๕. นศ. ต่างชาติ นิยมมาฝึกงาน มีมหาวิทยาลัยในต่างประเทศหลายแห่งมาขอทำ MoU ความร่วมมือ ผมเดาว่าเขาต้องการมาฝึกทักษะ
๖. มีอาจารย์ที่จบปริญญาเอกด้านการยศาสตร์ (ergonomics) ถึง ๓ คน เป็นศาสตร์ใหม่ที่มีประโยชน์มากต่อชีวิตการทำงานสมัยใหม่ และเป็นที่ต้องการมาก หากมีการจัดการที่ดี จะสามารถให้บริการวิชาการในลักษณะของที่ปรึกษาที่ทำรายได้แก่อาจารย์และแก่คณะฯ
๗. มีโอกาสในการใช้ทักษะและความรู้ด้านวิชาชีพ ในการป้องกันโรค และสร้างเสริมสุขภาพแนวใหม่ ซึ่งต้องการการจัดการแบบรุกสู่ภายนอก ออกไปร่วมมือกับสถานประกอบการ, หน่วยงานส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพ, และสาขาวิชาการด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน Happy /Healthy Workplace
๘. ผมได้เรียนรู้สภาพการเติบโตของหน่วยงาน ที่มีอายุเพียง ๘ ปี มีการสร้างคน (อาจารย์) โดยส่งไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในต่างประเทศ มีความรู้ในศาสตร์ด้านวิชาชีพใหม่ๆ กลับมาหลายด้าน ทั้งด้านกายภาพบำบัด (ซึ่งมีแยกย่อยหลายสาขา) กิจกรรมบำบัด การยศาสตร์ แนวความคิดของคนจึงแตกต่างกันออกไป เป็น growing pain ของหน่วยงาน ที่ท้าทายว่าจะจัดการให้เกิด synergy และเกิด shared vision ในท่ามกลางความหลากหลายของความคิดนี้ได้อย่างไร
๙. ผมชื่นชมที่อาจารย์จำนวนหนึ่งได้อาศัยโอกาสที่สภามหาวิทยาลัยไปเยี่ยมชื่นชม ในการ voice ความเห็นที่แตกต่างของตน และชื่นชมที่ท่านคณบดี รศ.กานดา ใจภักดี นั่งฟังอย่างสงบ และแสดงท่าทีต่อเพื่อนผู้บริหารด้วยกันว่าต้องการความช่วยเหลือในการจัดการความขัดแย้ง
๑๐. ได้ไปชมห้องปฏิบัติการ Motion Analysis Laboratory ที่ลงทุนถึง ๘ ล้านบาท มี นศ.ปริญญาเอกกำลังศึกษาท่าเดินของผู้ป่วยเป็นอัมพาต โดยติด marker เข้าไปที่กล้ามเนื้อสำคัญๆ ให้กล้องจับการเคลื่อนไหวเมื่อฉายด้วยแสงอินฟราเรต ส่งข้อมูลเข้าไปวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวที่เห็นรายละเอียด ผมดูแล้วบอกตัวเองว่า หัวใจจะอยู่ที่การตั้งโจทย์วิจัยที่สดใหม่และเอาผลมาใช้ในการให้บริการผู้ป่วยได้
ท่านคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ ผศ.ทญ.ธีรลักษณ์ สุทธเสถียร เห็น lab นี้ก็ตาโต ซักไซ้ นศ.ปริญญาเอกแล้วบอกว่า เอาไปใช้ศึกษา motion ของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวได้ จะหาทางร่วมมือกันทำวิจัยต่อไป
๑๑. คณะฯ เป็นผู้นำของประเทศในศาสตร์ด้านกายภาพบำบัด ในขณะที่ มช. เป็นผู้นำด้านกิจกรรมบำบัด ได้เห็นความก้าวหน้าของศาสตร์ใหม่ๆ ด้านการดูแลสุขภาพของคนแล้วผมก็ชื่นใจ
๑๒. เครื่องมือสำคัญในการฟันฝ่า growing pain ของคณะฯ คือ 2-way communication ซึ่งมีเครื่องมือให้ใช้ในการทำให้เกิด 2-way communication มากมาย รวมทั้ง KM ซึ่งเป็นยิ่งกว่า 2-way คือเป็น multiple way และเป็น appreciative communication
วิจารณ์ พานิช
๑๑ เม.ย. ๕๐

๑. บรรยากาศในห้องประชุม

๒. คณบดี รศ.กานดา ใจภักดี และ รองฯ รศ.ชนัตถ์ อาคมานนท์ และ ผศ.ดร.ระวีวรรณ เล็กสกุลไชย

๓. ส่วนหนึ่งของผู้ไปเยี่ยมชื่นชม

๔. ส่วนหนึ่งของคณาจารย์

๕. Motion Analysis Lab

๖. marker สำหรับช่วยให้กล้องจับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ

๗. นศ.ปริญญาเอกแสดงผลการวิเคราะห์การเคลื่อนไหว
ขอขอบพระคุณอาจารย์และทีมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ที่เยี่ยมชื่นชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อแนะนำสำหรับการพัฒนาและดำเนินงานของคณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์ครับ
กราบขอบพระคุณท่านนายกสภาฯ กรรมการสภามหาวิทยาลัย รองอธิการฝ่ายยโยบายฯ ประธานสภาคณาจารย์ และหัวหน้ากองฯ ที่ช่วยชี้แนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ในระหว่างการเยี่ยมชื่นชมคณะฯ "growing pain" เป็นปรากฎการณ์ที่บุคลากรของคณะฯต้องทำความเข้าใจและแก้ไขก่อนที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง และทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมาะสม เปรียบเสมือนเส้นผมที่บังภูเขา ที่บุคลากรภายในอาจยังมองไม่เห็นภูเขาด้วยตนเอง ต้องอาศัยผู้ที่มองจากภายนอกเข้ามา ขอบพระคุณที่ช่วยให้กำลังใจแก่บุคลากรของคณะฯ