การอ่านหนังสือ “โลกใหม่ (A New Earth)” ทำให้ผมได้ความชัดเจนในประเด็นที่สนใจยิ่งขึ้นไปอีก ผมได้เห็นว่า...ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำ หรือความคิด (ซึ่งก็คือถ้อยคำที่ไม่ได้พูดออกมา) ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่จิตมนุษย์เข้าใจได้ แต่เราเห็นกันบ้างไหมว่าแท้จริงแล้ว...มันไม่ใช่ความจริง
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">มันเป็นสิ่งที่ลวงตา เป็นมายาที่เราสร้างขึ้นมาจากการรับความจริงมาแค่เพียงบางส่วน แล้วนำมาผสมผสานกับพื้นฐาน (ความเชื่อ ความรู้) ที่เรามีอยู่เดิม ถึงมันจะทำให้เราได้ “รู้” แต่มันก็เป็นการรู้ที่มาจากการปรุงแต่ง ไม่ได้มาจากการตระหนักรู้ นอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้ยังได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “อัตตา (ego)” คือต้นตอของปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรบราฆ่าฟัน แก่งแย่งชิงดีกัน หรือการทำลายสิ่งแวดล้อมก็ตาม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">มนุษย์ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้หลักการที่ว่า “เพราะฉันมี ฉันจึงเป็น และยิ่งฉันมีมาก ความเป็นฉันก็ยิ่งมากขึ้น” ในหน้า 59 ได้ยกตัวอย่างแนวคิดเรื่องความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ โดยได้พูดถึงเหตุการณ์ตอนที่คนผิวขาวได้เข้าไปตั้งรกรากในทวีปอเมริกาเหนือว่า“…ชนพื้นเมืองอินเดียแดงของอเมริกาพบว่าแนวคิดเรื่องการเป็นเจ้าของที่ดินนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้เลย แล้วพวกเขาก็ต้องเสียมันไปเมื่อชาวยุโรปให้พวกเขาลงนามในเอกสารสิทธิ์ที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้เช่นกัน พวกเขารู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน แต่ที่ดินไม่ได้เป็นของพวกเขา” </p> ผมชอบประโยคสุดท้ายนี้จริงๆ ตรงที่พูดว่า “พวกเขารู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน แต่ที่ดินไม่ได้เป็นของพวกเขา” ผมอ่านประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเข้าใจแล้วล่ะครับว่า “อัตตาและการครอบครอง” สร้างหายนะให้กับโลกและชีวิตของเราอย่างไรบ้าง !!
และสุดท้าย ทุกคนจะได้ประจักษ์ด้วยตัวของเขาเองว่า แม้ของที่เกิดมาพร้อมกับตัวของเขาเอง เช่น มือ เท้า ตา ก็ไม่ใช่ของเขาครับ (ถ้าเป็นของเขาจริง ก็ลองบังคับไม่ให้ผมร่วง ไม่ให้งอกขึ้นสิ ทำไม่ได้ครับ)
ออ. แต่ตอนที่ได้ประจักษ์ความจริงนี้ อาจจะเป็นช่วงลมหายใจสุดท้ายก็ได้ครับ
เคยเห็นโฆษณาแรงๆ ของอเมริกันครับ ลงในแมกกาซีนอะไรสักฉบับนี่แหละ เป็นรูปอินเดียนแดงหน้าเศร้าๆ
บรรทัด 1 เราขโมยที่อยู่ของพวกเขา...แผ่นดิน
บรรทัด 2 เราขโมยทรัพย์สินของพวกเขา...ทองคำ
บรรดทัด 3 เราขโมยอาหารของพวกเขา...ป๊อบคอร์น
...
...
บรรทัดสุดท้าย และเราขโมยรองเท้าของพวกเขา...ทิมเบอร์แลนด์
ท้ายกระดาษ ตัวเล็กๆ ทิมเบอร์แลนด์ เทคโนโลยีของอินเดียนแดง.
เป็นโฆษณารองเท้ายี่ห้อทิมเบอร์แลนด์ครับ
เรื่องทิมเบอร์แลนด์ที่คุณจุมพฏเล่าให้ฟัง ...เป็นโฆษณาที่แสบสันมากนะครับ จริงๆ แล้วทิมเบอร์แลนด์น่าจะต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรให้กับอินเดียนแดงนะครับ แต่บังเอิญอินเดียนแดงคงไม่ได้จดสิทธิบัตรไว้ ...หรือบางท่านอาจพูดว่าดีเท่าไรแล้วที่อินดียนแดงไม่ต้องจ่ายให้กับทิมเบอร์แลนด์ เพราะทิมเบอร์แลนด์คงจะจดสิทธิบัตรไว้แล้ว ....นี่แหละครับ "ควมเป็นเจ้าของ และ การครอบครอง" กติกาสากลของโลกสมัยนี้
ครูบาอาจารย์มักจะสอนว่าชีวิตจะเกิดการ Transform เมื่อเรา "เห็นกระจ่าง" กับตัวเองว่า กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ "ของเรา" ซึ่งก็อย่างที่อาจารย์จารุวัจน์บอกแหละครับว่า บางคนอาจจะประจักษ์ความจริงนี้ในช่วงลมหายใจสุดท้ายก็ได้ ซึ่งก็ต้องถือว่ายังโชคดีที่ได้ประจักษ์ในความจริงนี้นะครับ
ผมว่าคนส่วนใหญ่ที่จะให้เข้าใจจุดนี้คงมีน้อยนะครับ เพราะต้องเป็นการประจักษ์ที่แจ้งด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยการจำหรือการพยายามทำความเข้าใจ (อย่างที่ผมทำอยู่)
ขอบคุณอาจารย์จารุวัจน์ และคุณเม้งที่ช่วยเสริมเติมต่อ ผมว่าถ้ามนุษย์เข้าใจในเรื่องนี้โลกเราคงจะไม่ถูก "ปู้ยี้ปู้ยำ" อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเราคงจะทะเลาะกันน้อยลงนะครับ
ตอนนี้รู้สึกว่า สื่อต่างๆ(หมายถึงทีวีรายการต่างๆค่ะ...แฮ่ะ แฮ่ะ...เขียนแล้วนึกได้ว่า เรานี่ไม่ได้ดูสื่ออื่นๆสักเท่าไหร่) กำลังเริ่มหันมานำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการรู้จักตนเอง รู้จักพอเพียง ไม่ยึดอะไรเป็นของตนมากขึ้นเรื่อยๆนะคะ อาจารย์ ถ้าเราช่วยๆกันนำเสนอความคิดนี้มากๆ เตือนสติกันว่า เวลาตายนั้นไปโดดๆแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของอะไรก็เอาไปด้วยไม่ได้สักอย่าง คนคงจะได้คิดก่อนหมดเวลามากขึ้นค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ที่นำความคิดดีๆมานำเสนอให้คิดต่อเสมอค่ะ
ขอบคุณ คุณโอ๋ เช่นกันครับ