ศิลปะการจัดดอกไม้


ศิลปะการจัดดอกไม้

Art From Flower

แปลงมาจากเรื่องจริง เกี่ยวกับการเรียนการสอนในประเทศไต้หวัน (มูลนิธิพุทธฉือจี้ในไต้หวัน) ที่อาจารย์ได้เมตตาถ่ายทอดให้ฟัง

 68436eywb5x98qp

คุณครูให้เด็กนักเรียนช่วยกันจัดดอกไม้ในวิชาศิลปะ โดยมอบหมายให้ต่างคนต่างนำดอกไม้มาจากบ้านคนละดอก

เด็กนักเรียนคนแรก เริ่มปักดอกไม้ดอกแรกที่ตรงกลาง

คุณครู : ทำไมหนูจึงปักดอกไม้คนแรกจ๊ะ

เด็กนักเรียน : เพราะหนูอยากปักเป็นคนแรกค๊ะ

คุณครู : ดีมากเราต้องมีใครสักคนที่กล้าเป็นผู้นำ

เด็กนักเรียนคนที่สอง ปักดอกไม้ ให้ดอกไม้ชูช่อมาด้านหน้า 

คุณครู : ทำไมหนูจึงปักดอกไม้ตรงนั้นจ๊ะ

เด็กนักเรียน: บริเวณนั้นสวยที่สุดค๊ะ

คุณครู : คนทำดี สมควรได้รับการยกย่อง

เด็กนักเรียนคนที่สาม ปักดอกไม้บริเวณด้านข้าง

คุณครู : ทำไมหนูจึงปักดอกไม้ตรงนั้นจ๊ะ

เด็กนักเรียน: ผมชอบตรงนี้ครับ

คุณครู : ดีมาก คนทำดี เราต้องสนับสนุน

เด็กนักเรียนคนที่สี่ ปักดอกไม้บริเวณไกล้เคียงกันกับเด็กนักเรียนคนแรก

คุณครู : ทำไมหนูจึงปักดอกไม้ตรงนั้นจ๊ะ

เด็กนักเรียน: ผมคิดว่าน่าจะปักเพิ่มครับ

คุณครู : ดีมาก บางครั้งเราก็ต้องเป็นผู้ตาม ทำตามคนดี

เด็กนักเรียนคนที่ห้า ปักดอกไม้แซมบริเวณด้านหลังช่อ

คุณครู : ทำไมหนูจึงปักดอกไม้ตรงนั้นจ๊ะ

เด็กนักเรียน: มันยังว่างอยู่ค๊ะ

คุณครู : ดีมาก บางครั้ง ก็ต้องมีใครสักคนทำงานอยู่เบื้องหลัง 

เด็กนักเรียนคนที่ หก คนที่เจ็ด คนที่แปด .....

เด็กนักเรียนคนที่เก้า ถอนดอกไม้ของเพื่อนออก แล้วมาปักในบริเวณอื่น

คุณครู : ทำไมหนูจึงถอนดอกไม้ของเพื่อนจ๊ะ

เด็กนักเรียน: ผมว่ามันยังไม่สวยครับ

คุณครู : อืม..กล้าหาญมาก บางครั้งก็ต้องมีคนติ ถ้ามันยังไม่ดีหรือไม่สวยงามพอ

เด็กนักเรียนคนที่สิบ คนที่สิบเอ็ด คนที่สอง ...............และแล้ว................เราก็ได้ช่อดอกไม้ที่แสนจะขี้แหร่ สำหรับการมองของคนอีกหลายๆคน แต่สำหรับคุณครูและนักเรียนทุกๆคนแล้ว ช่อดอกไม้ช่อนี้ สวยงามเสมอ

ถ้ามองช่อดอกไม้ช่อนี้จากมุมที่ต่างกัน คุณคิดว่า บริเวณไหนที่นักเรียนปักเป็นด้านหน้าด้านหลัง หรือดอกไม้ดอกไหนจะปักสูงกว่ากัน 

ถ้าช่อดอกไม้ช่อนี้คือสังคมของเรา เราก็คงไม่เลือกดอกไม้เฉาๆ,โดนหนอนแทะ,ดอกไม้ที่โดนแอบเด็ดกลีบไปจนเกือบหมด หรือแม้แต่ดอกไม้พลาสติกนำมาปัก และปักอย่างลวกๆ เพียงเพราะอยากจะโชว์ความสวยของดอกไม้  ยกเว้นแต่....... เราจะมองไม่เห็นความสวยหรือคุณค่าของดอกไม้นั้นเลย   

"ดอกไม้ ไม่ได้สวยเพราะสีชมพูหรือสีขาว

ไม่ได้สวยเพราะมีกลิ่นหอมหรือสวยด้วยเหตุผลที่ว่า..มันเป็นดอกไม้

แต่ดอกไม้สวยเพราะมีคนมอง มีคนดมกลิ่นของมัน"

 ดอกไม้มันเป็นเช่นนั้นเอง

หมายเลขบันทึก: 90426เขียนเมื่อ 15 เมษายน 2007 06:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 30 พฤษภาคม 2012 17:49 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (7)
อยากส่งต่อบทความนี้ให้เพื่อนค่ะ

จะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำอีกแล้ว

ชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน

เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน

โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด

เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้ง งง และ เสียใจ มาก

ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น

ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา

เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู

เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า

หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต

ในบ้านมีคนป่วยใช่มั้ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย

ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้

ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย

เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า

ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง

สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ

เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น

หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด

หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ

ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ

ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน

เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล

ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น

เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น

เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา

เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ

ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด

เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา

เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร

จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น

และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ

พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2

แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม

ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ

ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ

จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก

หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด

^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,

ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย

** แล้วท่านต้องส่งต่ออย่างน้อย 10 คน ไม่งั้น ท่านจะอกหักไปอีกนาน และไม่มีโอกาสพบคู่แท้เลย...

** ถ้าท่านส่งเกิน 20 คน ท่านจะพบคู่แท้ในไม่เกิน 7 วัน .. และจะมีแต่ความสุขกับคู่แท้...

เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน

เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง

เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี