ดิฉันพยายามเจริญสติอยู่ตลอดและได้เห็นความเหนื่อยหน่ายของจิตแล้วแล้วขณะที่เกิด เมื่อเห็นแล้วก็ดูและรอให้อารมณ์เหนื่อยหน่ายและหดหู่นั้นๆ หายไป แต่เที่ยวนี้อารมณ์นี้อยู่กับดิฉันนานมาก เป็นวันๆ

หลายวันนี้ดิฉันส่งจิตออกนอกไปคิดเรื่องโน้น เรื่องนี้ ในอนาคตมากมาย แต่เพิ่งมารู้ตัว เกิดสติชัดๆ เมื่อครู่นี้เอง เพราะ ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้ดิฉันคิดไปล่วงหน้าแบบไม่รู้ตัวมาตลอด

ผลจากการส่งจิตออกนอก คิดถึงอนาคตดังกล่าวก็คือ ดิฉันเกิดความเหนื่อยหน่ายและหดหู่ใจเป็นอันมาก ทำให้นอนหลับยาก และเพลียตอนกลางวัน แต่ที่แปลกก็คือ ดิฉันพยายามเจริญสติอยู่ตลอดและได้เห็นความเหนื่อยหน่ายของจิตแล้วแล้วขณะที่เกิด  เมื่อเห็นแล้วก็ดูและรอให้อารมณ์เหนื่อยหน่ายและหดหู่นั้นๆ หายไป แต่เที่ยวนี้อารมณ์นี้อยู่กับดิฉันนานมาก เป็นวันๆ

ดิฉันเพิ่งมาถึงบางอ้อ เมื่อสักครู่นี้เอง เพิ่งรู้สาเหตุว่าทำไมจึงยังรู้สึกหดหู่อยู่ตลอดวันสองวันที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่มองเห็นชัดมากๆ ว่าจิตหดหู่

ปรากฎว่า ดิฉันไม่เห็นสาเหตุ (สมุทัย) ซึ่งก็คือ "ความคิดที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน" ดิฉันเห็นแต่ผล (ทุกข์) ซึ่งก็คือ "จิตอยู่ในสภาพที่หดหู่" นั่นเอง

พอเห็นแล้วว่าความคิดไม่อยู่กับปัจจุบัน ก็เจริญสติดูความคิด รู้ทันความคิด ทำให้ตอนนี้หายจากอาการดังกล่าวแล้วค่ะ

ดิฉันย้อนกลับไปอ่านบันทึกเรื่อง อริยสัจ ๔ คืออะไรที่ตัวเองเขียนไว้ ก็ทำให้เห็นได้ว่าตัวเองได้เคยสรุปไว้แล้วว่าจิตที่ส่งออกนอกไปคิดล่วงหน้านี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ เลยได้ตัวอย่างมาย้ำเตือนตัวเองอีกทีว่าเวลาเจริญสติ จะต้อง

"พิจารณาเหตุ"

เมื่อเห็น "ผล" ด้วย