แสดงภาพหน้าปกหนังสือ สามก๊ก ซ้องกั๋ง ไซอิ๋ว ความฝันในหอแดง
วันนี้ตั้งใจจะไป Scan ภาพปกหนังสือสุดยอดวรรณกรรมของจีน ๔ เล่ม ที่โจวเหล่าซือโรงเรียนสิ่นหมิน ซื้อมาฝาก ในช่วงตอนบ่ายๆ แต่ท่านอาจารย์หนึ่งโทรให้ไปร่วมงานเลี้ยงวันสงกรานต์ ของสำนักหอสมุดตอนเที่ยง เลยเอาหนังสือไปอวด ท่านผอ.สุเพ็ญ, ท่านรองผอ.วนิดา และท่านรองผอ.รุจโรจน์
ได้คุยกันหลายเรื่อง ท่านผอ.ชอบใจหนังสือ เพื่อขึ้นชั้นหนังสือหัดอ่านจีน..ฝากให้ซื้อให้หน่อย และยังชวนไปร่วมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนด้วย ส่วนรองวนิดาอวยพรขอให้ขอรศ.เร็วๆ ภายในปีนี้
เย็นๆ ผมจึงมา scan ภาพปกหนังสือ ที่ภาควิชาฯ ครับ หลังเที่ยงไปไม่นาน ก็ไม่ค่อยมีใครอยู่ที่ภาควิชาแล้วละครับ
| |
หนังสือสุดยอดวรรณกรรมจีน ทั้ง ๔ เรื่อง เป็นหนังสือแบบหัดอ่านของผู้ที่เริ่มเรียนภาษาจีน มีคำอ่าน "พินอิน" และทุกหน้ามีภาพประกอบ (คล้ายภาพการ์ตูน) มาดูภาพปกของทั้ง ๔ เรื่อง กันเลยดีกว่าครับ
๑. สามก๊ก
 |
สามก๊ก ภาษาอังกฤษคือ : Romance of the Three Kingdoms; จีนตัวเต็ม : 三國演義 ; จีนตัวย่อ :三国演义 ; พินอิน sān guó yan yì : ซาน กว๋อ เหยี่ยน อี้) เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในสมัยราชวงศ์หยวน โดย หลอกว้านจง (Luo Guanzhong) |
๒. ซ้องกั๋ง
 |
ซ้องกั๋ง หรือ 108 ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน (อังกฤษ : Outlaws of the Marsh, พินอิน Shui hu zhuan : สุย หู่ จ้วน) แต่งขึ้นปลายสมัยราชวงศ์ซ้อง เป็นเรื่องของผู้กล้า 108 คน ซึ่งรวมตัวกันที่เขาเหลียงซาน เพื่อปกป้องบ้านเมือง |
๓. ไซอิ๋ว
 |
ไซอิ๋ว (จีน : 西遊記, 西游记;พินอิน Xī Yóu Jì : ซี โหยว จี้ ; อังกฤษ: Journey to the West) เป็นนิยายคลาสสิคของจีน แต่งขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1590 ช่วงราชวงศ์หมิง โดยไม่ทราบชื่อผู้แต่งเป็นเรื่องของการเดินทางไปยังชมพูทวีป (อินเดีย) เพื่ออัญเชิญคัมภีร์พระพุทธศาสนาของหลวงจีนชื่อ พระถังซำจั๋ง โดยมีศิษย์ร่วมทาง 3 ตัว คือ เห้งเจีย (ลิง) ตือโป๊ยก่าย (หมู) และซัวเจ๋ง (ปีศาจปลา) |
๔. ความฝันในหอแดง
 |
|
ความฝันในหอแดง (จีน : 红楼梦 ;อังกฤษ: The Dream of the Red Chamber, พินอิน Hong lou meng : หงโหล่วเมิ่ง) แต่งโดยเฉาเสี่ยฉิ้น ประมาณปีพ.ศ. 2297 ตัวเอกคือเจี้ยเป่าอี้และหลินไต้อี้
|
|
สำหรับท่านที่เข้ามาอ่านใหม่ ติดตามเรื่องเดิมได้ที่

|
 |
BeeMan |
PenGuin |
ดูจากปกหนังสือแล้ว น่าสนุก น่าเรียนภาษาจีน จริงๆครับ
สว้สดีปีใหม่ไทยค่ะ อ. Beeman
อ่านที่อาจารย์เล่าว่า สนใจอ่านวรรณกรรมจีนและอยากเรียนภาษาจีน จนซื้อหนังสือภาษาจีนมาเก็บไว้ ทั้งๆ ที่อ่านไม่ออก ทำให้ดิฉันรู้สึกสะท้อนสะท้านหัวใจจริงๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ
ดิฉันเรียนภาษาจีนตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.4 แถมมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นครูสอนภาษาจีนด้วย จึงได้ความรู้มากมาย
แม้จะจบประถม 4 คุณพ่อของดิฉันยังพยายามทั้งบีบทั้งบังคับให้ดิฉันเรียนพิเศษเพิ่มเติมกับครูสอนตามบ้าน (ไม่ใช่ระบบโรงเรียน เขาเปิดสอนกันเอง) อีก 2- 3 ปี
ดิฉันถูกฝึกให้ใช้หมึกแบบฝนด้วยแท่งหมึก และใช้พู่กันเขียนภาษาจีน ตั้งแต่พู่กันขนาดใหญ่จนถึงเล็ก เขียนเรียงความภาษาจีน ดีดลูกคิด อ่านหนังสือพิมพ์จีน อ่านวรรณกรรมจีน และพูดภาษาจีนกลาง ฯลฯ
แต่พอเรียนชั้นสูงขึ้นสูงขึ้น ดิฉันก็ไม่ได้ต่อยอด ที่ร้ายที่สุดคือไม่ได้นำภาษาจีนไปใช้ประโยชน์ใดใดเลย จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ความรู้ภาษาจีนของดิฉันแทบมลายหายไปสิ้น
ตรงกันข้าม น้องชายคนเล็กของดิฉัน เกิดมาในยุคที่ไม่มีโรงเรียนประถมจีนอีกแล้ว เขาไม่ได้เรียนภาษาจีนเลยจนจบมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่ตอนไปสมัครงานที่ บ. ซีพี เขาต้องการส่งคนไปทำงานเมืองจีน เขาจึงรับไปเทรนภาษาจีนให้ก่อน
พอมีความรู้ภาษาจีนบ้าง ไม่มากนัก น้องชายดิฉันก็ถูกส่งไปทำงานที่เมืองจีนเลย และเพียงไม่นานนัก เขาก็สามารถพูดได้คล่องยังกับคนเกิดเมืองจีนแท้ๆ จนถึงวันนี้ เขาได้เงินเดือนๆ ละหลายแสนบาท เทียบกับพี่สาวอย่างดิฉันแล้วราวฟ้ากับดินทีเดียว
เล่าให้ฟังเสียยืดยาว เพราะเกิดอารมณ์ และแรงบันดาลใจจากอาจารย์ Beeman อย่าถือสาคนเริ่มสูงวัยนะคะ เพราะอดีตนั้นชักจะมีช่วงยาวกว่าอนาคตเสียแล้ว