เมื่อวานช่วงบ่ายผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารสายงานนโยบายและแผนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)  เรื่อง KM ประเด็นสำคัญของการพูดคุยอยู่ที่เรื่องการตั้ง หัวปลา เพราะในสายงานนี้ประกอบด้วยฝ่าย 8 ฝ่าย แต่ละฝ่ายมีลักษณะงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น ฝ่ายแผนวิสาหกิจ มีหน้าที่จัดทำแผนวิสาหกิจของ กฟผ. ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ  วิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจพลังงาน  ศึกษา/วิเคราะห์/เจรจาเรื่องอัตราค่าไฟ ดูแลเงื่อนไขสัญญาซื้อขายไฟทั้งในและต่างประเทศ ฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า จัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าและระบบส่ง เป็นต้น ....จะเห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายมีภารกิจที่ต่างกันไป  และยิ่งกว่านั้นในแต่ละฝ่ายอาจมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอยู่เพียงไม่กี่คน ประเด็นที่เป็นคำถามก็คือ (1.) จะเลือกเรื่องใดมาเป็น หัวปลา(2.) จะเลือกใครมาแชร์ เพราะคนที่รู้เรื่องนั้นๆ ดี บางทีก็มีเพียงแค่คนสองคน

          การคุยกันครั้งนี้แท้จริงแล้วก็คงยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เพียงแต่ผมได้เปิดประเด็นไว้อย่างกว้างๆ ว่า …บางที  KM ของสายงานนี้อาจจะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกับ KM ของสายงานอื่นก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้บริหารในสายงานคงต้องพูดคุยกันต่อไป แต่สิ่งที่ได้ระหว่างการพูดคุยเรื่อง หัวปลา  ก็คือคำพูดที่ว่า หัวปลา หรือ KV ที่ดีนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ Add-value หรือเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กร นอกจากนี้ยังมีผู้เสนออีกว่า ถ้าเป็น Tacit Knowledge ให้ดูด้วยว่าบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เร่งด่วน เช่น ในกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านท่านนั้นท่านนี้กำลังจะ Retire ก็ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ก่อนที่ท่านจะออกจากองค์กรไป    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        </p>          ผมเองคงทำได้แค่เพียงคอยดูอยู่ห่างๆ ทั้งๆ ที่ในใจก็อยากรู้เหมือนกันครับว่าในที่สุดแล้ว KM ของสายงานนโยบายและแผนของ กฟผ.  จะออกมารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?