ที่จริงแล้วผมรู้จักเรื่องเล่า  ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ   แต่พอเราเข้าโรงเรียน  กลับเป็นว่าเราใช้เรื่องเล่ากันน้อยในสถานศึกษา   เพราะอะไรไม่ทราบ    แต่เดาเอาเองว่า  ความน่าเชื่อถือในทางวิชาการมองเรื่องเล่าแล้วยังไม่เห็นความเป็นวิชาการ  เลยไม่ได้ถูกเชื้อเชิญเข้ามาในเส้นทางของวิชาการบ้านเรา

ผมยังเข้าใจว่า  การศึกษาบ้านเรายังคงใช้วิธี  "อัดสิ่งที่เรียกความรู้เข้าไปในหัวคน"  เป็นส่วนใหญ่   แล้วติต่างเอาว่า  เขาเหล่านั้น "เรียนรู้แล้ว"     แล้วให้คนเหล่านั้น  คายความรู้นั้นออกมา   เพื่อจะ stamp ว่าคนๆนั้นมีความรู้เรื่องนั้น หรือไม่

ผมเชื่อว่า 90 % ของคนที่ผ่านการศึกษา   จะคุ้นเคยวิธีการรับ "ความรู้?" ที่คนอื่นย่อยมาให้เรียบร้อยแล้ว    แล้วก็พากันท่องจำ ฝังเอาไว้ในหัว   เป็นอย่างนี้อยู่นานมาก  จนฝังหัวกันไปเลย

พอผมมาเจอ "เรื่องเล่า"  แล้วก้อลองใช้ในหลายๆครั้ง    เมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจ   แต่ตอนนี้  เริ่มเห็นอะไรบางอย่างในการใช้เรื่องเล่า

โดยเฉพาะเรื่องเล่าที่มากับความภูมิใจของผู้เล่า   มันเป็นเครื่องมือที่ไม่เลวเลย  สำหรับให้สมองก้อนน้อยๆของคนเราได้ทำงานกันจริงๆ   ทั้งผู้ฟัง และผู้เล่า  ผมเชื่อว่าสมองของคนทั้งสองฝ่ายมันกำลังทำงานในขณะนั้น   แต่ทำงานแบบธรรมชาติ  เราอาจจะไม่รู้สึกตัว ข้อมูลที่รับถูกส่งผ่านเข้าสู่ระบบประสาทสมอง   ผ่านระบบที่แสนจะซับซ้อนของสมอง  จนออกมาเป็นความคิดของคนเราในที่สุด     ถ้าสมองได้ทำงานแบบนี้  ฝึกแบบนี้นานเข้า  นานเข้า   ผมเชื่อเอาเองว่า  มันจะเก่งขึ้น

น่าเสียดายว่า  การศึกษาในยุคสมัยใหม่  ยังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้สมองของเราได้ถูกฝึกให้ทำงานจริงๆ เสียที