ที่ทำงานของผม ทำวิจัยและพัฒนาสุขภาพโดยเน้นปัจจัยคนและการจัดการด้วยตนเองเป็นหลักของชุมชน เพื่อมุ่งสู่การบรรลุความสุข สุขภาพ และคุณภาพแห่งชีวิตของคนส่วนใหญ่ ด้วยกลวิธีของการสาธารณสุขมูลฐานหรือสุขภาพที่เน้นภาคประชาชนเป็นพระเอก
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดขยายผลจากประสบการณ์ของประเทศไทยไปสู่กลุ่มประเทศอาเซียนและนานาชาติทั่วโลก และอีกทางหนึ่ง ถ่ายทอดประสบการณ์ชุมชนท้องถิ่นในการจัดการสุขภาพของตนเองของประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน มาสู่ปัจเจกและชุมชนไทย เป็นภารกิจหนึ่งของสถาบันที่ผมทำงาน หรืออาจจะเรียกว่า เราเป็นแหล่งจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางสุขภาพระหว่างประเทศ ก็ได้
เราเป็น 1 ใน 16 สถาบันทั่วประเทศ ในเครือข่ายการพัฒนาสถาบันสาธารณสุขเพื่อเป็นองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ หรือ แผนงาน สอส ของ สำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส ซึ่งส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของแผนงานนี้ เป็นการพัฒนาคนผ่านการสร้างสุขภาพในองค์กร และกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความสนใจก็คือ กลุ่มนักศึกษาสาธารณสุข โดยมีโจทย์สำคัญอยู่ว่า สร้างสุขภาพในองค์กรพร้อมกับสร้างนักศึกษาสาธาณสุข ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและเป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีในอนาคตได้อย่างไร ? ผมและทีมในนามขององค์กรที่เป็นเครือข่าย ได้รับมอบภารกิจนี้ให้มาคิดแล้วแปรไปเป็นโครงการขับเคลื่อนพลังนักศึกษาในสถาบันสาธารณสุข ซึ่งมีอยู่ 16 แห่งในมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ
ผมนำโจทย์นี้มาคิดและใช้บทเรียนที่สรุปได้พอประมาณจากการเรียนรู้ร่วมกับปัจเจก กลุ่มประชาคม และกลุ่มก้อนการจัดการของชุมชนต่างๆ ซึ่งโดยมากจะมีการเรียนรู้จากการปฏิบัติ จัดการความรู้เพื่อก้าวเดินออกจากศักยภาพและสิ่งที่เป็นฐานที่ดีของตน โดยเฉพาะความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และประสบการณ์มากมายที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของตน ก็เลยสะดุดความสนใจไปที่กลุ่มนักศึกษาที่มีคุณลักษณะพื้นฐานอย่างนี้อยู่แล้ว คือ กลุ่มคนทำกิจกรรม
กลุ่มนักศึกษา นักกิจกรรม มีอยู่ตามคณะต่างๆ ในทุกมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะในรูปชมรม การรวมตัวเป็นกลุ่มสนใจเล็กๆ สโมสร และกลุ่มอาสาทำเรื่องต่างๆ ที่มุ่งให้เป็นหนทางเชื่อมโยงการมีสำนึกต่อส่วนรวมของตนเข้ากับการร่วมสร้างสังคมรอบข้างด้วยตนเองโดยตรง ซึ่งในการวิจัยแบบขับเคลื่อนพลังปัจเจกและขับเคลื่อนศักยภาพกลุ่มประชาสังคม เราจะถือว่าคุณสมบัติดังกล่าวนี้ เป็นตัวบ่งชี้ความมีจิตสาธารณะ และสะท้อนการทำงานส่วนรวมในแนวประชาคม ใช้ความมีจิตอาสาเป็นพลังขับเคลื่อน ซึ่งเป็นกระแสส่วนน้อย หาได้ยาก แต่มีความงดงาม และเชื่อกันว่า จะทำให้สังคมมีพลังเปลี่ยนแปลงด้วยภาวะผู้นำแบบรวมหมู่ (Collective Leadership)
ศักยภาพ ความเก่ง และความสามารถพิเศษ อันหลากหลายอยู่ในตัวปัจเจกที่เป็นนักกิจกรรม นักปฏิบัติได้ จะต้องมีการจัดการให้เป็นศักยภาพและความเก่งขององค์กร รวมทั้งของมหาวิทยาลัยของตน แต่เขาเป็นนักกิจกรรม ซึ่งต้องให้ความใส่ใจต่อการกระทบกับการพัฒนาทางด้านวิชาการ ซึ่งนักกิจกรรมกับความเป็นนักวิชาชีพมักไม่ไปด้วยกัน ผมและทีมสถาบันซึ่งต้องเป็นเจ้าภาพในการถ่ายทอดทักษะองค์กรนี้ให้กับเพื่อนสถาบันสาธารณสุขในเครือข่าย ต้องเก็บมาคิดให้แตกว่า...จะออกแบบและจัดกระบวนการให้อย่างไร ?
เราใช้วิธีทำโครงการเพื่อเรียนรู้จากการสร้างประสบการณ์ตรงของนักศึกษา คัดเลือกนักกิจกรรมตามแนวที่เราเชื่อพร้อมกับทีมอาจารย์ที่ปรึกษา จัดเวทีพัฒนาความคิด ทำโครงการและแผนปฏิบัติการ แล้วก็ให้นักศึกษาจากคณะสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยต่างๆ กลับไปทำ โดยแผนงาน สอส ให้การสนับสนุน จากนั้น ก็ให้ถอดบทเรียน แล้วก็จัดเวทีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมกับถอดบทเรียนระดับประเทศจากประสบการณ์ย่อยๆ แล้วก็เสริมศักยภาพ-เสริมทฤษฎี ให้เขาได้ปรับโครงการและแผนงาน กลับคืนไปทำในคณะและสถาบันการศึกษาของตนอีกครั้ง
กระบวนการต่างๆพิถีพิถันในการออกแบบและจัดวางสิ่งต่างๆให้เป็นเงื่อนไขแวดล้อมเพื่อเกิดประสบการณ์ในการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (Critical and Meaningful Learning) มีชุมชนและกลุ่มปัจเจก ชมรมชีวเกษมมาร่วมเป็นทีมให้ประสบการณ์และจัดกระบวนการเรียนรู้ พร้อมจะจัดขึ้น 2 วัน 1 คืนเต็มเหยียดโดยใช้ชุมชนและที่ทำงานผมคือมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม เป็นฐานการเรียนรู้ ....คลิ๊กดูรายละเอียดของชมรมชีวเกษมและชุมชนเพิ่มได้ตรงนี้ครับ
http://www.hsro.or.th/?show=view&doc=93
http://gotoknow.org/planet/civil-learning?page=2
ความคิดหลักในการออกแบบกระบวนการ ในฐานะที่กลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาและนักกิจกรรม ผมเกิดคำถามว่า จุดแข็งและตัวตนที่น่าจะเป็นตัวแบบเชิงอุดมคติที่สุดตามเงื่อนไขของเขาเองอยู่ตรงไหน ? คิดทบทวนไปมามากมาย ที่สุดก็ได้ไวยากรณ์สำคัญ จากพระปณิธาณ ของพระราชบิดา ที่ว่า "..ฉันไม่ต้องการให้เธอเป็นเพียงแพทย์ แต่ต้องการให้เธอเป็นคนด้วย.." พระปณิธานดังกล่าว ทำให้เห็นแนวทางสำคัญที่ต้องทำ 3 เรื่อง ให้ไปด้วยกัน คือ การสร้างนักศึกษา การสร้างคน และการสร้างแพทย์..หรือสร้างนักวิชาชีพ
เมื่อนำแนวทางดังกล่าวมาเป็นกรอบพิจารณาไปที่กลุ่มเป้าหมายจำเพาะในครั้งนี้ของเราอีกครั้ง ผมจึงเหลือปมที่ต้องแก้อยู่นิดเดียว แต่น่าจะสำคัญต่อการออกแบบทางวิธีวิทยาและการจัดกระบวนการทั้งหมดในลำดับต่อจากนี้ คือ..อะไรมาก่อนมาหลัง จึงจะสะท้อนภาวะผู้นำแบบจิตอาสา (Leadership by Voluntary Practice) และความเป็นนักศึกษาสาธารณสุขเชิงอุดมคติของกลุ่มนี้ที่สุด อีกทั้งไม่เหมือนใครด้วย ?
เนื่องจากพื้นฐานเขาเป็นนักกิจกรรม บ่งชี้ความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ เอาธุระต่อส่วนรวม มีภาวะภายในของคนที่มีตัวตนอิ่มเต็มที่บ่มเพาะได้ยาก ตรงนี้กระมังที่เป็นฐานศักยภาพและความพิเศษที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งคือความเป็นคนที่สร้างได้ยากด้วยวิธีการอ่านและศึกษาค้นคว้าผ่านประสบการณ์ผู้อื่นจากวิชาหนังสือ ตำราต่างประเทศ และห้องเรียน
ผมนึกขึ้นได้ถึงวิถีแห่งช่างและคนทำงานศิลปะที่ทำงานแบบมีครูในคติไทย สังคมที่เน้นจิตใจและการมีจิตวิญญาณร่วมของสังคม จะมีวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่ง เช่น ช่างไทยเวลาจะปั้นพระพุทธรูปนั้น เขาปฏิบัติธรรม ทำจิตใจให้อิ่มเอิบ เบิกบานทางปัญญา ทำพระและความเป็นพุทธะให้เกิดขึ้นก่อนในใจ ไหว้ครู นอบน้อมคารวะต่อสรรพสิ่ง หลุดพ้นไปจากตัวตนหรือมุ่งภาวะนิพพานเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่อยู่ในอุดมคติแห่งตน จากนั้นจึงค่อยลงมือปั้นพระให้ได้ดังใจ
ระหว่างที่ปั้นและทำงานก็กล่อมเกลาดื่มด่ำไปกับการทำความดีงามผ่านการลงมือ มิใช่ปั้นดินให้เป็นรูปพระปฏิมา ทว่า กระทำความเป็นพุทธะในจิตใจและถ่ายทอดพลังปัญญาญาณให้ปรากฏออกมาภายนอกด้วยดิน โลกภายนอกที่ได้จึงสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวจากการภาวนาภายใน
อีกด้านหนึ่ง เขาเป็นนักศึกษาและต้องกลับไปทำกิจกรรมเพื่อเรียนรู้จากการปฏิบัติ ให้เห็นความเป็นจริงและความสอดคล้องกันในเงื่อนไขของสังคมไทยระหว่างทฤษฎี ความรู้ และการปฏิบัติ ในวิชาชีพของเขา เพื่อออกไปเป็นนักสาธารณสุขและเป็นคนรุ่นใหม่ของสังคม ทำอย่างไรเขาถึงจะได้ในสิ่งที่ไม่ซ้ำซ้อน.....แต่จะยิ่งเพิ่มพูนและเติมเต็มสิ่งที่สถาบันการศึกษาของเขาจะให้ได้ด้วย ?
ทำให้ผมเห็นถึงแง่มมุมที่แตกต่างกันระหว่างความเป็ยนพุทธะ จิตวิญญาณนักศึกษา ซึ่งเป็นพลังของปัจเจกและเป็นศักยภาพพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ดังที่เรามักได้ยินว่า ความเป็นพระพุทธเจ้านั้น มีอยู่ในปัจเจกทุกคน ตำราและห้องเรียนอาจให้ความรู้เพื่อเป็นแพทย์ เป็นนักสาธารณสุข และเป็นนักวิชาชีพต่างๆได้ ทว่าจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้และความเป็นนักศึกษา อะไรจะหล่อหลอมและปั้นแต่งเขาได้ดีเท่ากับประสบการณ์ในชีวิตที่เขาร่วมสร้างกับคนอื่นในโลกของความเป็นจริง
ดังนั้น ผมจึงได้ข้อสรุปเป็นฐานในการออกแบบและจัดกระบวนการครั้งนี้ว่า.....เราจะสร้างคนก่อน จากนั้นจึงบ่มจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักศึกษา พลังแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมนุษย์ พลังแห่งพุทธะ ซึ่งจะทำให้เขาได้บทเรียนในการจัดความสัมพันธ์กับสรรพสิ่งด้วยวิธีแห่งปัญญา มีความสุขและรักในการเห็นด้วยตนเอง รักในการเรียนรู้ รักในการลงมือปฏิบัติ แล้วจึงให้เขากลับไปยังสถาบันของเขา เพื่อบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้สำหรับเป็นนักวิชาชีพ
ทุกอย่างพร้อม เหลือเพียงการที่ผมและทีม ซักซ้อมที่จะเรียนรู้และพิสูจน์ความเป็นจริงนี้ไปพร้อมกันกับเขา 90 คนจาก 9 มหาวิทยาลัย ทั่วประเทศ เราจะกลับมาถอดบทเรียนครั้งนี้อีกครั้งอย่างมีความหมายเช่นกัน.