คนสองคนมองสิ่งเดียวกันแต่ตีความและเข้าใจต่างกันก็เพราะคนสองคนผ่านประสบการณ์และมีภูมิหลังที่ต่างกัน...
คนเรามักจะตัดสินสิ่งที่ตนเห็นจากการรับรู้ของตนเอง โดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์และภูมิหลังของแต่ละคน...
คนสองคนมองสิ่งเดียวกันแต่ตีความและเข้าใจต่างกันก็เพราะคนสองคนผ่านประสบการณ์และมีภูมิหลังที่ต่างกัน...
หากเราจะตัดสินอะไรคงต้องใช้เหตุและผลประกอบด้วย อย่าด่วนตัดสินอะไรโดยใช้แค่การรับรู้ของตนเองเพียงอย่างเดียว...
ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตบางครั้งก็เป็นสาเหตุให้เราตัดสินใจผิดพลาดกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน...
การจะตัดสินอะไรคงต้องใช้ใจที่เป็นกลาง ถ้าเปรียบกับธรรมะก็คงจะต้องอยู่กับปัจจุบัน ตัดสินใจโดยใช้สติ ไม่ต้องปรุงแต่งใด ๆ
จงอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่คุณเห็นเพราะมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มันเป็นก็ได้..
![]()
สวัสดีค่ะคุณ Direct
" จงอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่คุณเห็นเพราะมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มันเป็นก็ได้.."
เห็นด้วยเลยค่ะ..
เห็นด้วยที่ซู้ด..สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น
แวะมาเยี่ยมเยียนค่ะ..
คนเรามักเลือกจะเชื่อ ในสิ่งที่มันไปได้กับแนวคิดของตัวเอง..
^_^
ขอบคุณครับ คุณเบิร์ด
และ คุณครูแอ๋ว
...
เราคงต้องใช้สติพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ เพราะเมื่อเราเชื่ออย่างไรแล้วมันมักจะติดอยู่ตรงที่เราเชื่อ ล้างออกยากครับ...
ขอบคุณอีกครั้งครับ...
ครับ คุณมิชลิน...
เห็นด้วยครับที่ว่าคนเรามักจะเชื่ออะไรไปตามแนวทางของตัวเอง...
ขอบคุณมากครับ...
ขอบคุณครับ อ.ขจิต
...
ช่วงนี้เห็นเดินทางบ่อยนะครับ แล้วได้ที่เรียนแล้วดีใจด้วยนะครับ เริ่มเรียนเมื่อไหร่ครับ...
ขอบคุณมากค่ะ คุณ Mr.Direct มุมมองที่พอดี มุมมองที่เป็นกลาง บางทีก็มีความโน้มเอียงปะปนอยู่ค่ะ
การตัดสินใจโดยไม่ปรุงแต่ง เป็นแนวทางหนึ่งที่จะนำมาเป็นแนวทางในการตัดสินใจได้ค่ะ
ครับ...น้องมะปราง
...
การรักษาระดับให้พอดีเป๊ะยากครับ แค่พยายามให้เป็นกลางมากที่สุดก็พอแล้วครับ...
ขอบคุณมากครับ...
สวัสดีค่ะคุณDirect
เห็นด้วยเลยค่ะ ว่าคนเราต้องมีสติ และต้องคิดให้รอบคอบ อย่าคิดอย่างพระเอกหนังนะค่ะเพราะพวกนี้หูเบาไม่พอ ตาบอดด้วย55555
ครับ...คุณราณี
...
ไม่เฉพาะพระเอกนะครับ นางเอกก็เหมือนกัน แปลกใจเหมือนกันครับว่า พระเอกนางเอกหนังไทยทำไมต้องเชื่อคนง่ายด้วย...
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ
ตามมาเก็บเกี่ยวมุมมองดีๆค่ะ
"สิ่งที่เราเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิด"
จงคิดอย่างมีสติ
สติมาปัญญาเกิด
ครับ...คุณนุ้ย
ตามสบายครับ...
เลือกเก็บเกี่ยวมุมมองได้ตามสบายเลยครับ...
ผมก็แวะไปเก็บเกี่ยวทริคดี ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บันทึกคุณนุ้ยบ่อย ๆ ครับ...
ขอบคุณครับ...
เมื่อวันคุมสอบ ดิฉันนั่งคุยกับพี่ท่านหนึ่ง เรื่องวิธีคิดแบบ linaer กับ non linear พี่เขาอยู่ในสายเศรษฐศาสตร์เชิงปริมาณ ดิฉันอยู่ในสายภาษาที่สนใจ holistic approach ..... เราเถียงเอ๊ยคุยกันจนเกือบลืมทานข้าว
พี่เขาบอกว่า อาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยต้องมีคุณวุฒิทางการศึกษาแบบ linear เอกเดียวทั้งตรีโทเอก ดิฉันเถียงเอ๊ยเสนอว่าเราต้องมีอาจารย์แบบ non linear ที่ฉลาดลึกซึ้งมากด้วย อยู่ในกระบวนการผลิตและสร้างคน ไม่งั้นก็ออกมาเป็นมนุษย์สายเดี่ยว มองชีวิตโดยศาสตร์เดียวกันไปหมด มิติชีวิตจริงๆมิได้ง่ายและตรงอย่างนั้น
พอได้อ่านบันทึกนี้ของคุณดิเรก (ไม่ทราบเรียกชื่อถูกรึปล่าวคะ) ดิฉันเลยได้คิด....
อาทิตย์หน้าจะกลับไปเถียง เอ๊ยไปอธิบายพี่เขาใหม่ จะได้ไม่เผลอเอาการรับรู้ของเรา ไปกำหนดกะเกณฑ์วิธีคิดของเขาอ่ะค่ะ :)
ครับอาจารย์ ดอกไม้ทะเล
...
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ การขัดแย้งกันของนักวิชาการเนื่องจากต่างคนต่างเน้นที่ศาสตร์ของตัวเองเป็นหลัก บางคนพูดเฉพาะภาษาเศรษศาสตร์ บางคนพูดเฉพาะภาษาเกษตรศาสตร์ เลยทำให้หาข้อสรุปไม่ได้...
บางทีการเปิดกว้างเป็นการศึกษาเชิงบูรณาการ อาจทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นในแวดวงนักวิชาการก็ได้ครับ....
ขอบคุณอาจารย์มากครับสำหรับความเห็นเพิ่มเติม...
ปล. อาจารย์อ่านชื่อผมถูกครับ....
ครับ...คุณ nutim
...
ผมก็เชื่อในเรื่องพลังของจิตใต้สำนึกครับ และเรื่องของการฝึกจิตก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ...
ได้อ่านบันทึกของคุณ nutim เรื่องการฝึกจิตน่าสนใจมากครับ...
ขอบคุณมากนะครับ...
สิ่งที่มองไม่เห็น ใช่ว่าไม่มี
สิ่งที่ไม่มีอาจจะมองเห็น
เห็นด้วยครับ... "สิ่งที่มองไม่เห็น ใช่ว่าไม่มี สิ่งที่ไม่มีอาจจะมองเห็น"
ขอบคุณมากครับ คุณ Dayvil
...