ชีวิตคือการแข่งขัน ที่ความตายคือรางวัล

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
วิ่งไปจนแค่ไหนล่ะ? ผมคิดว่าเราทุกคนวิ่งได้ แค่จนตาย เท่านั้นแหละครับ

ชีวิตคือการแข่งขัน ที่ความตายคือรางวัล

ฟังดูหดหู่อย่างไรชอบกล รึเปล่า? มั้ง?

ชีวิตคือการแข่ง (กัน) ขัน?

ผมไม่ทราบว่า มีใครที่นั่งอ่าน (นอนอ่าน เดินอ่าน?) ณ ที่นี้จะต้องมีชะตากรรม (รันทด) มีหน้าที่ต้องเขียนบางสิ่งบางอย่างที่บ้างเรียกว่า "วิสัยทัศน์ พันธกิจ" บ้างหรือไม่ เรียกให้ฝาหรั่งหน่อยก็ Vision & Mission

จะมีคำ "ยอดฮิต" ที่จะปะอยู่ในวิสัยทัศน์พันธกิจ อยู่กลุ่มนึง ได้แก่ "เป็นเลิศ เป็นเยี่ยม อันดับหนึ่ง เป็นผู้นำ ชั้นนำ เป็นศูนย์ ฯลฯ" ไม่ค่อยมีคนเขียน "ชั้นดี อันดับสอง เป็นผู้ตาม" กันเท่าไหร่เลย นัยว่า มันฟังดูไม่มี ambition ไร้ความทะเยอทะยาน นัยว่า (ครั้งที่สอง) ขาดความทะเยอทะยานมันช่างเป็นชีวิตที่หดหู่ หมดหวัง ซังกะตาย แค่นั้นยังไม่พอ ตอนที่จะอธิบายว่าทำไมต้องเป็น... เหล่านั้น เรายังต้อง "สามารถแข่งขัน" กับเขาได้ด้วย

ตอนนี้ไม่เพียงแต่องค์กรธุรกิจเท่านั้นที่มีการแข่งขัน แต่รวมไปถึงองค์กรสถาบันอืนๆที่แต่เดิม ไม่เห็นว่าการแข่งขันมันจะดีอย่างไร เช่น กลุ่ม health science กลุ่มการศึกษา แม้แต่กลุ่มศาสนา ปรากฏว่าอะไรก็ตามที่มีการ ใช้ตลาด ก็แปลว่ามีการ แย่ง แบ่ง "ลูกค้า" กัน ลูกค้ามีผลต่อรายได้ รายได้แปลว่าการลงทุน การขยายตัว การเจริญเติบโต เป็นวัฎสังสารดังนี้แล

อยู่ "เฉยๆ" ของเราได้ไหม?

ไม่ด๊าย ไม่ได้จ้ะ ในโลกแห่งการแข่งขันที่ทุกคนวิ่ง และไม่เพียงแต่วิ่งเท่านั้น ยังวิ่งให้เร็วขึ้นๆ วิ่งให้เร็วขึ้นไม่พอ ต้องวิ่งไปยื่นหน้ายื่นจมูกออกไปให้ยาวที่สุด ล้ำหน้ามากที่สุด ยังไม่พอบางคนแถมการพยายามสะบัดแข้งสะบัดขาเผื่อจะทำให้คนอื่นๆที่วิ่งมาด้วยกันบาดเจ็บ หกคะเมนตีลังกาถอยไป คนที่อยู่เฉยๆนั้นก็เหมือนกับก้าวถอยหลัง relatively อยู่นั่นเอง

 วิ่งไปจนแค่ไหนล่ะ? ผมคิดว่าเราทุกคนวิ่งได้ แค่จนตาย เท่านั้นแหละครับ

ถ้า "จุดมุ่งหมาย" ของชีวิตมีสองประการคือ เรามีชีวิต และเราอยู่ในสังคม ทั้งสองประการโยงใยต่อเนื่องและเกี่ยวเนื่องกัน เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน รอบชีวิต ของเราก็หมดลาน ต้องไขใหม่ เมื่อ ความตายมาเยือน ถึงตอนนั้น "รางวัล" ของเราก็น่าจะเป็นการ "ตายดี" หรือ "ตายอย่างมีศักดิ์ศรี" สมกับที่ได้ "วิ่ง" มานาน

ในหนังสือเล่มหนึ่งของ Isaac Asimov เรื่อง "The Bicentinial Man" ที่มีคนแปลใช้ชื่อว่า "มนุษย์สองร้อยปี" ว่าด้วยหุ่นยนต์ประหลาดตัวนึง เกิดอยากเป็นคนจนบอกไม่ถูก พยายามแล้วพยายามอีกที่จะขอให้ "มนุษย์ยอมรับ" ว่าเขาเป็นคน Andrew (ชื่อหุ่นตัวนี้) ใช้เวลาเป็นร้อยปีในการต่อสู้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "มนุษย์นั้นล้มหาย ตายจากไป ตรงนี้เองที่ต่างจาก "บริษัท" หรือ "หุ่นยนต์" ที่ไม่มีวันตาย" ตรงนี่รึเปล่าที่ทำไมคนบางคน คนบางกลุ่ม ที่อยากจะเป็น อมตะ แต่ตัวเองเป็นไม่ได้ ก็เลยจะทำให้เกิด "อนุสาวรีย์อมตะ" แทนตนเอง?

แต่ถ้าถาม Andrew ในเรื่องนี้ Andrew คงจะไม่เห็นด้วยเท่าไร ทราบได้จากการที่สุดท้าย Andrew ยอมเสียสละอะไรบางอย่างไป ที่มนุษย์ ยอมไม่ได้ที่จะให้มนุษย์หน้าไหนเป็นแบบนี้ นั้นคือ ความเป็นอมตะของหุ่นยนต์ นั่นเอง

ในตอนต้นเรื่อง Andrew พยายามให้ออกกฏหมายที่มนุษย์ยอมรับ free robot  (คือหุ่นยนต์ที่มีอิสระนะครับ ไม่ใช่ของฟรีไม่จ่ายตังค์) เถียงกันในโรงศาลโลกกันนาน ศาลบอกกับ Andrew ว่า "มนุษย์เท่านั้นที่จะมี freedom ได้" แต่ Andrew ก็ลุกขึ้นมา พูดว่า "จากที่ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์มา มนุษย์ที่มี freedom ได้นั้น คือ มนุษย์ที่ แสวงหา freedom เท่านั้น ไม่ใช่มนุษย์ทุกคน" ใครก็ตามที่ไม่ได้แสวงหา freedom ก็จะมีความเป็นทาส ติดกับดัก อยู่โดยไม่รู้ตัวเสมอ ในที่สุด ศาลก็ลงความเห็นว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้สิ่งที่ทรงสติปัญญาเข้าใจความหมายของ freedom ได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่เป็นเจ้าของ freedom ได้

อะไรคือ reward of life จากหนังสือเล่มนี้, DEAD being human and freeor Immortal being non-human and slavery? สำหรับ Andrew แล้ว เขาได้เลือกแล้ว แล้วพวกเราล่ะครับ เลือกหรือยัง และ เลือกอะไร?

ณ ขณะนี้ โรงพยาบาลเข้าไปอยู่ใน stock market การบริหารก็เพื่อ "ประโยชน์ของผู้ถือหุ้น" เป็นสำคัญ ประโยชน์อื่นๆรองลงไป จะเกิดอะไรขึ้นถ้า โรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย การศึกษา ต้องตกอยู่ในสภาพที่แกว่งตาม สภาวะตลาด แม้แต่วัด โบสถ์ ยังต้องมี package ที่จะ "ดึงดูด" คนให้เข้า ให้บริจาค ให้มีการ "ลงทุน" การกระทำเหล่านี้ อะไรเป็น dying being a man อะไรเป็น immortal being a non-human? กันแน่

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ



ความเห็น (0)