วิธีการสอนที่ดีที่สุดคือการสอนโดยได้ปฏิบัติ และมีแบบอย่างที่ดี

เมื่อวันก่อน ท่าน ดร.นิเลาะ ได้แวะเวียนมาเยี่ยมคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์อีกครั้ง (ครั้งนี้มาในฐานะประธานกรรมการประเมินคณะ) เมื่อท่านเจอผมในฐานะที่เป็นรุ่นน้องของท่าน ท่านก็ถามผมว่า อาจารย์อีย์ทำอย่างไร ทำไหมนักศึกษาจึงชอบเรียน คำถามนี้เกิดขึ้นกับท่านเมื่อทางสาขาวิชาเชิญท่านมาเป็นกรรมการสอบประมวลของนักศึกษาในหลักสูตรที่ผมสอนอยู่ และท่านตั้งคำถามว่า นักศึกษาชอบอาจารย์คนไหนมากที่สุด และนักศึกษาส่วนใหญ่ ตอบว่าเป็นผม

วันนั้นผมไม่ได้ตอบอะไรมากครับ ได้แต่ยิ้มรับ เหตุที่ไม่ตอบเพราะกลัวจะเหมือนว่า ขี้โม้งยังงัยยังงั้น แต่วันนี้หยิบมาเขียนเพื่อร่วมกันเรียนรู้ครับ

ผมมีหลักการสอนสำคัญๆ ซึ่งผมเองจะย้ำให้นักศึกษาผมทราบเสมอว่า "ไม่มีวิธีการสอนใดวิธีการสอนหนึ่ง จะสามารถสอนได้ดีในทุกเนื้อหาวิชา" พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ไม่มียาอะไรที่จะสามารถรักษาได้ทุกโรค ดังนั้นในการสอนครูจะต้องเลือกหาวิธีการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาที่จะสอนนั้นๆ ผมบอกนักศึกษาว่า ถ้าคุณสอนหนึ่งภาคการศึกษา โดยใช้วิธีการเดียวกันทั้งหมด ไม่ต้องไปถามใครหรอกว่าคุณสอนดีหรือเปล่า ตอบได้เลยว่า แย่มากกกกกกกกกกกกกกกกกก.....ก

ดังนั้นในการสอนของผม 15 สัปดาห์ก็คือมีการสอนที่หลากหลายประมาณ 8-10 วิธีการ ทั้งนี้ในแต่ละปีก็ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะถ้าวิธีการใดสอนเนื้อหาใดไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็ต้องเปลี่ยนในปีต่อไป ดังนั้นสื่อที่ใช้ส่วนใหญ่เปลี่ยนตลอดครับ

เหตุที่ผมทำอย่างนี้ เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้เลย คือ เรียนเนื้อหาที่ผมสอนคือวิชาเทคโนโลยีและวิชาการสอน อีกอันหนึ่งคือ นักศึกษาสามารถเอารูปแบบการสอนของผมไปประยุกต์ใช้ในการสอนจริงได้

อีกข้อที่สำคัญสำหรับผม คือ การคอมเม้นต์จากนักศึกษาในทุกปี คือ ผมจะให้เขาเขียนเสนอแนะ แนะนำว่า อะไรที่ผมควรปรับปรุงบ้างในการสอน และผมมักจะได้คำแนะนำดีๆ จากนักศึกษาผมเหมือนกัน ผมเชื่อว่า ไม่มีใครสามารถดูแผลแตกบนหัวตัวเองได้ นอกจากจะต้องมีเครื่องมือหรือกระจก ซึ่งผมว่าในการสอนกระจกที่ดีคือนักศึกษาของผม

หลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งของผมคือ การสอนหลักการหรือทฤษฏี ต้องสามารถพิสูจน์หรือนำไปใช้ได้จริง หรืออ้างอิงกับสถานการณ์ปัจจุบันได้จริง ถ้าสอนเนื้อหาแต่ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังสภาพจริงได้ เนื้อหาวิชานั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย และทุกครั้งของการสอนในแต่ละเนื้อหา ผมจะมีโจทย์ที่เชื่อมโยงไปยังสภาพจริงเหล่านั้นให้เขาได้วิเคราะห์หรือฝึกทำ ส่วนใหญ่เมื่อถึงตอนนั้นนักศึกษามักจะร้อง ออ...

ส่วนบรรยากาศในห้องเรียน คืออีกหัวใจสำคัญ สำหรับผมในห้องต้องเป็นการสื่อสารสองทาง หลายคนอาจมองว่า ถ้าสอนห้องเล็กทำได้ห้องใหญ่ทำไม่ได้หรอก แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ครับสำหรับผม ผมสอนห้องร้อยคนผมก็ทำให้เกิดการสื่อสารสองทางได้ แต่เป็นการสื่อสารแบบสองทางในลักษณะตัวแทนที่มีส่วนร่วม (คราวหน้าจะอธิบายคำพูดนี้)

ข้อเสียของผมข้อหนึ่งที่พบบ่อยที่สุดคือ ไม่ค่อยเช็คชื่อนักศึกษา (เพราะผมใช้งานที่เขาต้องส่งเป็นคะแนนมาเรียน) ทำให้ไม่ค่อยจำชื่อนักศึกษา แต่ผมพบจากโน้ตที่นักศึกษาเขียนให้ผม คือ "ผมรักวิชาของอาจารย์และผมไม่เคยขาดเรียนของอาจารย์เลย" ซึ้งครับ บางทีความน่าสนใจของการสอนและเนื้อหาตลอดจนการมีส่วนร่วมในห้องเรียนทำให้นักศึกษาไม่อยากขาดเรียนเลยก็ได้ ผมเคยพิสูจน์เหมือนกันว่า วิชาผมถึงผมจะไม่เช็คชื่อแต่นักเรียนมาเรียนมาก โดยการสอบแบบไม่บอกล่วงหน้า และการเช็คชื่อครั้งหนึ่ง ปรากฏว่า ขาดเรียนไม่ถึงสองเปอร์เซนต์

สำหรับข้อแนะนำของนักศึกษาตลอดหกปีที่สอนมา แล้วไม่เคยมีเลยว่านักศึกษาไม่บ่นเรื่องนี้ คือ นักศึกษาส่วนหนึ่งบอกว่า "ผมพูดเร็ว ทำให้เขาฟังไม่ทัน" จริงๆ ผมเป็นนักบรรยายอยู่แล้วครับ ดังนั้นอัตราความเร็วผมมาตรฐานครับ คือ มี 5 เกียร์ แต่นักศึกษาที่บ่นว่าฟังไม่ทันเนื่องจากพื้นฐานภาษาไทยของไม่ค่อยแน่นครับ ฟังแต่ภาษามลายูและอาหรับ ภาษาไทยเพิ่งมาฟังตอนมาเรียนที่วิทยาลัยนี้แหละ (อันนี้ข้อแก้ตัวของผมครับ)