เมื่อวันที่ ๒๓ มี.ค. ๕๐ นั่งรถบัสจาก สกศ. ไปนครนายก เพื่อร่วมเป็นวิทยากร ในการประชุมปฏิบัติการ KM ระหว่างนั่งรถกว่า ๒ ชั่วโมง สองสาวที่นั่งหลังผมคุยกันตลอดทาง ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าผมเป็นคนไม่ชอบคุยอย่างนั้น ผมชอบคุยกับตัวเองมากกว่า
สมัยเด็กๆ เตรียมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยไปกวดวิชา ที่โรงเรียนทัด สิงหเสนี ที่ยสเส ผมแปลกใจมากที่เพื่อนๆ ที่มาเรียนกวดวิชาด้วยกัน คุยกันมากเหลือเกิน เป็นการคุยกันในเรื่องจิปาถะ ไม่เกี่ยวกับการเรียนเลย ผมสงสัยว่าเขาสนใจเรื่องอื่นๆ มากมายอย่างนั้น จะมีสมาธิอยู่กับการเรียนได้อย่างไร ผมฝึกตัวเองให้ไม่สนใจเรื่องอื่นๆ เลย สนใจแต่เรื่องเรียนอย่างเดียว เพื่อให้สมองไม่รก จะได้มีความจำดี และคิดเรื่องต่างๆ ออก การฝึกตัวในสมัยเด็กติดเป็นนิสัยมาจนแก่
หรือว่าผมเป็นคนมีธรรมชาติชอบคิด ชอบทบทวนความคิด ตรวจสอบกับเหตุการณ์ที่ได้พบเห็น และเผชิญด้วยตนเอง ผมมักมีความเชื่อที่ผมยึดถือจากการสรุปด้วยตนเอง เอาไว้ใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก และพบว่าหลักการหลายอย่างเป็นสิ่งที่ผิด ยังสงสัยว่าตัวเองเติบโตก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คนถึงขนาดนี้ได้อย่างไร ในเมื่อตัวเราไร้เดียงสา และผิดพลาด ถึงขนาดนั้น
เข้าใจว่า การคุยคนเดียวของผม คงจะช่วยให้ผมมีความคิดไม่เหมือนคนอื่น ภรรยาเขาบอกเช่นนั้น การคิดไม่เหมือนคนอื่นนี่มันเป็น IC - Intellectual Capital ของเรา ของหน่วยงาน และของสังคม เป็นสิ่งที่เมื่อเอาไปทดลองต่อยอด ก็อาจเกิดเป็นนวัตกรรมขึ้น เพราะฉะนั้น ความคิดผิดๆ มากมายของผมจึงไม่มีคนถือเป็นโทษสมบัติกันนัก เขานิยมชมชอบคุณสมบัติด้านเป็นแหล่งหน่ออ่อนของความคิดใหม่ๆ มากกว่า
นอกจากคุยคนเดียว ผมยังชอบคุยกับหนังสือ คือไม่ใช่อ่านหนังสือ แต่เป็นการ "ถาม" หนังสือ ว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นอย่างไร สมัยนี้มี internet, มี wikipedia, มี Google ทำให้ชีวิตของผมสนุกมาก สามารถ "ถาม" เรื่องต่างๆ ได้มากมาย และได้คำตอบอย่างรวดเร็ว ผมคงจะโชคดีหน่อย ที่เป็นคนมีนิสัยชอบเถียง เมื่อได้คำตอบจากแหล่งใดก็ตาม ผมจะเถียงเสียก่อน เถียงจนหนำใจแล้ว จึงค่อยเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ต่อได้ลองใช้และเห็นผลนั่นแหละผมจึงจะเชื่อ แต่ก็จะเชื่ออย่างมากก็ ๙๐%, ๙๕%, หรือ ๙๙% เท่านั้น ไม่เคยเชื่อ ๑๐๐% เลย เพราะคิดว่ามันคงจะไม่จริงไปทุกสถานการณ์
วิจารณ์ พานิช
๒๕ มี.ค. ๕๐
สวัสดีค่ะ
หนูเห็นด้วยกับอาจารย์ เพราะสมัยเป็นเด็ก คุณแม่มักพูดเสมอว่า เวลาทำงานอย่าคุยกันโดยไม่จำเป็น เพราะเดี๋ยวจะทำไม่เสร็จและไม่ได้ดี และเวลาคุยก็ไม่ให้คุยคำหัวเราะคำ ทำให้ไม่รู้เรื่องและไม่สวยด้วย สมัยนั้นเวลาไปโรงเรียนจึงไม่ค่อยคุยกับใคร ชอบทำงานคนเดียว คิดคนเดียว ทำไม่เป็นจึงเดินไปหาครู และจะมีเพื่อนสนิทไม่กี่คน ส่งผลมาถึงปัจจุบัน เวลาทำงานเพื่อนดูแล้ว ว่าเราจริงจังกับงานเกินไป ทำให้มีคนกลัวไม่กล้าเข้ามาถาม แต่เมื่อได้เข้ามาสัมผ้ส ก็ไม่ได้เป็นดั่งที่คิด แต่ที่สำคัญ คือ บางครั้งคิดไม่เหมือนคนอื่น ทำให้ผู้บริหารบางคนไม่เข้าใจ หากว่าดื้อ แต่หนูก็พยายามและงงกับตนเองเหมือนกันว่า สุดท้ายเราเป็นเช่นนี้ดีหรือไม่ เมื่อได้อ่านที่อาจารย์เขียนจึงเห็นด้วย และเป็นสื่อกำลังใจให้หนูได้ดี เพราะโดยปกติคุยเล่นกับใครไม่ค่อยเป็น และมีไม่สนุกเลยที่ใช้เวลาไม่เกิดประโยชน์สำหรับตนเอง