เมื่อเราค่อยๆใคร่ครวญดูเจตนาการใช้จำนวน item ยาสมุนไพรไทยในบัญชียาของรพช. เพื่อบอกความสำเร็จของแพทย์แผนไทยว่าได้แทรกเข้าไปในระบบของรพ.รัฐแล้ว ผมคาดเอาว่าน่าจะตั้งเป้าให้ ประชาชนคนไทยได้หันกลับไปนิยมสมุนไพรไทย เพื่อการพึ่งพาตัวเอง ให้มากขึ้น ผมบอกผู้นิเทศว่าผมเห็นใจที่เราต้องทำตาม ตัวชี้วัดเพราะเขาสั่งให้ทำ แต่เราเอาอย่างนี้ได้ไหม เรายอมรับว่า ตัวชี้วัดตัวนี้ตัวเลขไม่ดี แต่เราขอเสนอสิ่งที่เราทำจริงให้ดูว่าเราวัดความสำเร็จเรื่องนี้อย่างไร เราวัดที่จำนวนครัวเรื่อนที่มีสมุนไพร และมีการใช้จริง ผู้นิเทศบอก โห นับยากนะ ยากไม่ยาก ขึ้นอยู่กับวิธีการ ที่สำคัญกว่าอยู่ที่กระบวนการทำให้แต่ละบ้านมีสมุนไพรต่างหาก
แรกสุดเราต้องทราบบริบทของชาวบ้านที่เราจะเข้าไปดูแลก่อน และต้องทราบอัตตลักษณ์ของชุมชนด้วย การจะทำให้ชาวบ้านใช้สมุนไพรไทย ควรกำหนด 4P ง่ายๆ ใช้ง่าย ปลูกง่าย ได้ผล ไร้ต้นทุน หาง่าย และใช้แล้วบอกต่อ ไม่อยากอธิบายยาวว่าใช้กลยุทธอะไร เดี๋ยวจะกลายเป็นสอน marketing ซึ่งวิชานี้ต้องใช้จริยธรรมกำกับมากๆเลย
บริบทชุมชน เป็นชุมชนชนบท บ้านเรือนพอมีดินไว้ปลูกผักสวนครัว หรือปลูกต้นไม้ อันนี้ถือเป็นบริบทเหมาะสม บริบท เป็นชุมชนเมืองรั้วรอบขอบชิด อยู่คอนโด อันนี้ขอเอาไว้ก่อนนะ เพราะเป็นหมอบ้านนอกไม่ใช่หมอในเมือง ให้สถานีอนามัย ซึ่งมีการเยี่ยมเยียนพ่อแม่พี่น้องกันอยู่แล้ว ไปบ้านท่านอย่านิ่งดูดายสังเกตว่าชาวบ้านที่เรารับผิดชอบเขาปลูกผักสวนครัวอะไร อย่างที่เราท่านทราบกับดีผักสวนครัวส่วนใหญ่เป็นสมุนไพร เช่น โหระพา ใบกระเพรา(คิดถึงก็ท้องร้องเลย อันดับหนึ่งของอาหารสิ้นคิด คือคิดไม่ออกสั่ง ผัดกระเพรา) ทางสสจ.ได้รับรายงานชนิดของสมุนไพรที่มี ก็ให้ข้อมูลมาว่า ใช้แก้โรคอะไรได้บ้าง และใช้อย่างไร การใช้อย่างไร นี่ขอให้เน้นอันที่ง่ายๆ เช่น เด็ดใบมาเคี้ยว เอาใส่น้ำต้มแป๊ปหนึ่ง อย่าเลือกวิธีที่ยาก และเอาที่รักษาโรคง่ายๆ ได้ เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ตุ่มคันแมลงกัดต่อย ให้เจ้าหน้าที่สอ.ไปพูดคุยกับชาวบ้าน มองหาคนที่มีแวว ที่จะก่อให้เกิดพายุหมุน คือคนที่อารีเป็นห่วงคนอื่น และ มีปฏิสัมพันธ์กันคนเยอะ เจ้าของร้านตัดผม ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านเสริมสวยมาเป็นอันดับแรกเลย หยอดไปว่าอันแก้ท้องอืดได้ชะงักนัก แล้วไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆตามดูว่าความรู้นั่นจะลามไปถึงไหน ต้องมีคนทดลองแน่ และเรารอคอย coincident ไม่ต้องห่วงมันมาแน่นอนไม่เคยพลาด ถ้ามีชาวบ้านเริ่มพูดคุยกับเราว่า นี่หมอลองใช้แล้วนะได้ผลอย่างนี้อย่างนั่น ให้ฉวยโอกาสให้ข้อมูลใหม่ต่อทันทีว่า เห็นบ้านป้ามีต้น...นี้ ด้วยนี่ก็เป็นยาได้นะ
พายุหมุนจะเกิด เราในฐานะผู้ให้ข้อมูล ให้เฝ้าดูว่าข้อมูลนั้นให้ผลอย่างไร อย่ารีบร้อนเข้าไปควบคุม เราในฐานะผู้ให้ข้อมูลได้เปรียบอยู่แล้ว เมื่อเขาสงสัยเขาจะมาหาเราก่อน โดยธรรมชาติ ชุมชนก็จะจัดกลุ่มเองพูดเรื่องนี้กัน เราต้องเฝ้ามองและหาให้เจอ เราก็เข้าไป name ให้ชื่อกลุ่ม ชุมชนสมุนไพรเพื่อสุขภาพ อะไรก็ได้ขอให้ได้ name มีกลุ่มก็หล่อเลี้ยง nourish ด้วยข้อมูลใหม่ๆ หรือให้พันธุ์พืชสมุนไพรเพิ่มชนิด ให้เกิดเกลียวความรู้แบบ ปัญญาปฏิบัติ ซึ่งเขาจะมีทดลองนำไปใช้อยู่แล้ว พร้อมกับมีการแลกเปลี่ยนโดยธรรมชาติ และแน่นอนว่าเรื่องอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงหมู่บ้านเดียว ก็มีกลุ่มอื่นๆอีก เราก็ เชื้อเชิญให้แก่ละกลุ่มมี connect มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันด้วยสุนทรียสนทนา พอกลุ่มหลายกลุ่มของเรามีพลังเข้มแข็ง ก็ illuminated ซะ ส่งเป็นผลงานเด่นเรื่องชุมชนสมุนไพรพึ่งตนเองอะไรทำนองนี้ ตีปี๊ปซะหน่อยทำดีนี่ ผ้าผ่อนหลุด แย่งผัวชาวบ้านยังทำได้ เรื่องดีๆๆอย่างนี้เอาให้ดัง หลังจากนั้นก็หล่อเลี้ยงและดูวิวัฒน์ต่อไป
(สนใจกระบวนการดังกล่าว หาอ่านรายละเอียดได้ใน Finding our way ของ Margaret wheatley นะครับ)
ถ่ายรูปกิจกรรม เหล่านี้ และเรื่องเล่า พอถึงเวลานำเสนอ ตัวชี้วัด เราก็หาช่องนำเสนอ smart ก่อนกันเยอะ และเหนื่อยน้อยกว่า ยั่งยืนกว่า และอีกหลายๆกว่า :)
ยกเว้นว่าที่ ให้เอายาสมุนไพรเข้าในรพช.มีเจตนา เพิ่ม outlet ของผลิตภัณฑ์ ก็ทางใครทางมันก็แล้วกัน จบ