วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มี.ค. ๕๐ ผมนั่งเครื่องบินไปพิษณุโลก     ไปประชุมคณะกรรมการอำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร   ผมขอที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อจะดูว่าวันนี้ฟ้าใสแค่ไหน   

         บรรยายได้ว่า "หม่นมัวทั่วนภา" ครับ     ที่บ้านผมตอนตีสี่ครึ่ง    เปิดประตูบ้านออกมาก็ได้กลิ่นควัน     ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพก็มีหมอกควัน     ระหว่างทางบินไปพิษณุโลกตามปกติเราจะมองเห็นพื้นดินอย่างที่ผมเคยเล่าไว้ตอนน้ำท่วม มองเห็นบริเวณน้ำท่วมชัดเจน     แต่วันนี้หมอกทึบมองไม่เห็นอะไรเลย     เห็นแต่ม่านหมอกสุดขอบฟ้า

         ตอนเครื่องบินร่อนลงสนามบินพิษณุโลก ก็เห็นว่าอากาศไม่ใสอย่างที่เคยเห็น     มีหมอกควันในระดับใกล้เคียงกับที่กรุงเทพ  ตอนเย็นออกจากอาคารคณะแพทยศาสตร์ มน. ก็เห็นว่ามีหมอกควันหนาสังเกตเห็นชัด     เขาว่าเมื่อวานไม่มี

         รุ่งขึ้น วันที่ ๑๙ มี.ค. ๕๐ ผมนั่งเครื่องบิน PB Air ไปลำปาง      เครื่องบินเจ็ต Embrae ขนาด ๕๐ ที่นั่งบินสูงเพียง ๗ กม.    เห็นพื้นเบื้องล่างชัดเจน แม้จะมีหมอกควันบ้างนิดหน่อย     แต่เมื่อเข้าเขตลำปางก็เห็นหมอกควันมากขึ้น     แต่ไม่มากเท่าที่พิษณุโลกเมื่อวาน 

         ผมหัดมองโอกาสจากปัญหาหมอกควัน     คือหัดมองหมอกควันเป็น IC (Intellectual Capital) ก็พอดีอ่าน นสพ. หลายฉบับของวันที่ ๑๘ มี.ค. ๕๐ มีรูปและเรื่องราวของการเอาเครื่องบินทหารไปบินพ่นน้ำ     เพื่อลดหมอกควันเหนือเชียงใหม่     ก็นึกออก ว่านี่คือโจทย์วิจัยที่ดีอย่างหนึ่ง      ทั้งโจทย์วิจัยหาทางตรวจหาและประมาณการแหล่งต้นตอของหมอกควัน     ซึ่งเรื่องนี้ภาพถ่ายดาวเทียม, GPS, และข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา คงเป็นเครื่องมือวิจัยได้     โดยต้องเก็บข้อมูลจริงที่จุดเผาป่าบางจุดสำหรับเปรียบเทียบกับค่าประเมินจากภาพ

          วิธีการขจัดหมอกควัน ก็เป็นโจทย์วิจัยใหญ่     การพ่นน้ำคงจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง     แต่จะพ่นอย่างไร พ่นเป็นฝอยแค่ไหน     พ่นน้ำเปล่าๆ หรือจะเติมสารเคมี (ที่ไม่เป็นพิษ) อะไรลงไป     ที่จะช่วยชะเอาฝุ่นละอองจิ๋วออกจากอากาศได้     ผมว่าน่าจะมี lab ทดลอง

          ก็เห็นโอกาสสร้างความรู้ขึ้นจากวิกฤต     และ มช. น่าจะมีความเหมาะสมที่สุดที่จะฉวยโอกาสนี้

วิจารณ์ พานิช
๑๙ มี.ค. ๕๐