ด้วยเหตุว่าภายในการไฟฟ้าแม่เมาะนั้น  มีโรงไฟฟ้ารวม 10 โรงด้วยกัน   แต่คณะทำงานเล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมาการเอื้ออำนวยให้เกิดการ

แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการงานระหว่างกันนั้น ยังไม่มีชัดเจน   แต่หากโดยความสัมพันธ์ส่วนตัวของช่าง หรือวิศวกรบางคนอาจจะมีอยู่บ้าง  

แต่ถึงมีก็ยังไม่มีการบันทึกแน่นอน

ส่วนการทำงานของที่คนที่นี่นั้น   มีช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน   จุดนี้คนการไฟฟ้าเข้าใจดี   ฝ่ายเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า  ก็ทำงานเป็นกะ  หมุนเวียนกันตลอด 24 ชั่วโมง     ส่วนฝ่ายซ่อมบำรุงก็จะมีงานยุ่งมากในช่วงที่หยุดซ่อมประจำปี     ดังนั้นลักษณะของการทำงานที่แตกต่างกันนี้  มีส่วนต่อการออกแบบเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างไม่ต้องสงสัย     และในช่วงที่คณะ สคส. ไปจับภาพนี้ก็ตรงกับช่วงที่โรงไฟฟ้าเดินเครื่องพอดี    เวทีแลกเปลี่ยนจึงเป็นของกลุ่มซ่อมบำรุงนั่นเอง  

คณะทำงานพอมีประสบการณ์ในเรื่องการจัดเวทีเมื่อปลายปี 49  มาครั้งหนึ่ง  ก่อนที่จะต้องพักยาวด้วยเหตุปฏิรูปทางการเมือง เมื่อปลายปีที่ผ่านมา    และจากประสบการณ์ครั้งนั้น  ทำให้เห็นและเข้าใจ KM  มากยิ่งขึ้น  จึงกลับมาแก้ทางมวยใหม่ในปี 2550   คณะทำงานเล่าระคนรอยยิ้มของผู้เล่าว่า    "KM  ไม่ลองทำ จะไม่รู้จริงๆ"       ซึ่งที่จริงแล้วในปี 49  ก็มีการกำหนดเป็นนโยบายออกมาเหมือนกัน   

พอมาปี 2550  ก็ยังเห็นว่า "นโยบาย  ยังคงเป็น  ใบเบิกทางที่สำคัญ"  ของการนำไปปฏิบัติ  ยิ่งเป็นหน่วยงานใหญ่  ยิ่งต้องใช้สิ่งนี้ช่วยอีกทางหนึ่ง   นโยบายของโรงไฟฟ้าแม่เมาะออกเป็นประกาศโดยผู้ช่วยผู้ว่าการ  "เรื่อง   นโยบายด้านการจัดการความรู้  พ.ศ. 2550"  ซึ่งประกาศไปเมื่อ

วันที่ 29 ธันวาคม 2549

สั้นๆ 1 หน้ากระดาษมีใจความ 6 ข้อ ว่า...

ข้อ 1 ให้ทุกหน่วยงานดำเนินการและสนับสนุนการจัดการความรู้ตามแผนแม่บทของ  รวฟ. และแผนงานของคณะทำงานจัดการองค์ความรู้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ


ข้อ 2 ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ   จัดให้มีกิจกรรมถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในหน่วยงาน  เช่น  ประชุมทบทวนหลังการทำงานหรือแก้ปัญหางาน (After Action Review - AAR),  จัดประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เป็นต้น   เพื่อสร้างบรรยากาศและแรงจูงใจที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้  ทั้งมในระดับผู้ปฏิบัติงาน  ระดับหน่วยงาน  และระดับองค์กร


ข้อ 3 ให้มีคณะทำงานวิชาชีพสำหรับเป็นแหล่งถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้จำนวน 7 คณะ  ได้แก่  Boiler, Turbine, Control &Instrumentation, Electrical, FGD Maintenance, Power Plant Operation และ FGD Operation   และสามารถจัดตั้งเพิ่มเติมได้อีก  ตามความจำเป็น   โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น   สนับสนุนการดำเนินการของคณะทำงานวิชาชีพดังกล่าว

ข้อ 4 ให้ทุกหน่วยงานดำเนินการรวบรวม/จัดเก็บความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบัน  เช่น WI, Problem Solving, Development, Innovation, Case Study เป็นต้น โดยคัดเลือกเฉพาะส่วนที่มีคุณค่าทางะรกิจแล้วจัดเก็บในคลัง
ข้อ 5 ให้ทุกหน่วยงานใช้ web ภูมิปัญญา http://phumpunya.egat.co.th)  (เป็นระบบ intranet) เป็นคลังจัดเก็บความรู้  เพื่อใช้ในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสายงาน       ชฟฟ2.  และให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับเข้าไปเยี่ยมชม  แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเป็นกำลังใจ


ข้อ 6 ให้การจัดการความรู้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานประจำ  และเป็นปัจจัยหนึ่งในการนำมาพิจารณาความดีความชอบ  โดยมุ่งเน้น

การนำความรู้ที่มีอยู่มาใช้ในการทำงาน  หรือเพื่อพัฒนาให้เกิดความรู้ใหม่ 

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่านี่เป็นเพียงใบเบิกทาง    ไม่ได้หมายความว่าพอมีนโยบายแล้วทุกอย่างจะราบรื่นโดยอัตโนมัติ    คณะทำงานที่นี่ต้องมาคุยกัน  วางแผนขั้นปฏิบัติการว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง     กล่าวคือต้องวางแผน  และปฏิบัติการรุกทันที  เมื่อมีใบเบิกทางจาก "คุณเอื้อ" ให้แล้ว

ทางทีมจับภาพได้สอบถามว่าทีม  CFT นั้น  เกิดขึ้นได้อย่างไร   คณะทำงานอธิบายว่า  จริงๆแล้วใช้แนวคิด CoP เหมือนกันแต่มองว่า  สิ่งที่ทำนั้นยังไม่ใช่สมัครใจร้อยเปอร์เซ็นต์  เลยคิดว่าใช้โมเดล CFT ก่อน  แล้วค่อยพัฒนาเป็น CoP ในโอกาสต่อไป