ช่วงนี้เข้าไปอ่านบทความไหนก็คงไม่ฮิตเท่ากับหัวข้อนี้แน่ๆ แสดงว่าในกลุ่มคนทำงานก็คงมีคนที่เกลียดกันทั้งนั้นคงเข้ากับหลายคนที่นั่งอ่านอยู่ตรงนี้นะคะ การทำงานในองค์กรใหญ่ๆ เรามักจะได้ทำงานอยู่กับคนที่ชอบและไม่ชอบ โดยเฉพาะถ้าไม่ชอบมากๆก็กลายเป็นเกลียดไปเลยสิ ในที่ทำงานของดิฉันก็ไม่ต่างกันรวมถึงตัวดิฉันด้วย เพราะด้วยบุคลิกที่โผงผางปากไว ตรงไปตรงมา ดีไม่ดีพูดตรงๆ ไม่เก็บไว้ในใจและไม่ชอบพูดเอาใจคนอื่นเพื่อให้คนอื่นมาชอบตัวเองโดยการกระทำต่างๆ ที่เห็นว่าผิดๆนี่เอง ก็เลยมีคนที่เกลียดดิฉัน ..แถมมากด้วยสิ เอ..แล้วคนที่เค้าเกลียดเราเนี้ยไม่คิดว่าเรารู้แล้วจะเกลียดตัวเองบ้างเหรอจ้ะมาใช่พระอิฐพระปูนนะจ้ะ ก็ในเมื่อรู้ว่าเค้าเกลียดธรรมชาติของตัวเองก็ต้องมีเกลียดตอบสิ จากนั้นก็เลยกลายเป็นว่าตัวเองก็มีคนที่เราเกลียดอยู่ในนั้นไปด้วย
แต่อย่างว่านะคะนอกจากคนที่เข้าใจและมีนิสัยเหมือนกันก็จะเข้าใจในตัวดิฉัน ก็เคยคิดนะคะว่าทำไมเป็นแบบนั้นหนอในเมื่อเราอยากพูดให้เค้านำมาปรับปรุง หรือเดินไปในทางที่ผิดก็จะได้รีบปรับปรุงตัว แต่คนเรามักไม่คิดว่าตัวเองผิดนี่สิแย่จัง ขึ้นชื่อว่าเกลียดแล้วทำอะไรก็ดูไม่ดีไปเสียหมดแหล่ะ ยิ่งถ้าดิฉันทำงานโดดเด่น โอกาสโดนว่าให้ร้ายในตัวดิฉันก็ยิ่งมาก นับวันเข้าก็ยิ่งได้ยินหนาหูมากขึ้น จนบางวันนั่งทำงานไปร้องไห้ไป จะดีก็แต่ระดับผู้บริหารที่ดูที่งานไม่ได้ดูที่ปากคนอื่นพูดดิฉันจึงไม่ได้กระเด็นกระดอนไปไหนค่ะ
แต่กว่าจะยืนหยัดมาถึงวันนี้ดิฉันต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งมากใช่ไหมคะ แต่ไม่ใช่เลยค่ะ
วิธีที่ดิฉันนำมาใช้ทุกๆครั้งที่ต้องมานั่งทำงาน ต้องเดินผ่านกัน เห็นหน้ากันทุกๆวัน ก็คือ พยายามไม่ปล่อยใจไปกับคำพูดนั้นๆ ไม่ปล่อยใจไปกับความรัก ความชัง ที่เกิดขึ้น คิดเสมอว่า ชีวิตคนเรามันเริ่มน้อยไปทุกทีไม่รู้ว่าจะตายวันไหนจริงไหมคะ สู้ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า แล้วก็กลับมามองที่ตัวเราเองว่ามีสิ่งที่ทำให้คนอื่นเกลียดอย่างไรแล้วนำมาปรับปรุงตัวเองเพื่อลบล้างคำพูดเหล่านั้นให้ได้ ตั้งใจทำงานยิ่งมีคนเกลียดมากยิ่งต้องทำงานให้มากขึ้นเป็นทวีคูณเพื่อทดแทนความเกลียดนั้น แต่อย่าคิดที่จะไปแก้ไขที่คนอื่นเพราะ การพยายามมุ่งที่จะแก้ไขคนอื่นยิ่งทำให้เราเห็นความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด สภาพจิตใจเราก็ยิ่งแย่ พยามยามองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็จะอยู่กับมันได้ เมื่อใจเราไม่เป็นทุกข์แล้ว ความเกลียดนั้นก็จะพ่ายเราไปในที่สุด
ไม่รู้ว่าจะพอช่วยบางท่านได้หรือเปล่านะคะ
เพื่อนร่วมงานถือว่าเป็นผู้ที่ให้ประสบการณ์แก่เราครับ ทั้งประเภทที่เราชอบ เกลียด มีประโยชน์ทั้งนั้นครับ เป็นสีสันของหน่วยงาน
ขอบคุณคุณ แจ๊คนะคะ ที่สนใจ และก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นค่ะ
ค่ะพี่ ถือว่าเป็นการฝึกความอดทนไปอีกขั้นหนึ่งเนาะ พยายามอย่าแคร์คำพูดเค้ามาก สู้เราเอาเวลาไปแคร์คนที่รักเราและเรารักดีกว่า เป็นกำลังใจให้ค่ะ (มีแผ่น Which star are you from? แต่เป็น sub thai นะคะถ้าสนใจ)
เล่าเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนค่ะ
สมัยเรียน มีเพื่อนที่เราไม่ชอบหน้ามากๆ เลยคนนึงค่ะ
ไม่ชอบจริงๆ เห็นหน้าแล้วอารมณ์เสีย หงุดหงิด
เป็นนาน จนตอนนี้ก็นึกไม่ออกว่า ที่ไม่ชอบเขาหน่ะ ไม่ชอบเรื่องอะไร
ไม่ชอบจนไม่อยากไปเรียน แต่เจ้าเพื่อนตัวดีก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยังแวะเวียนมาให้เห็นหน้า แถมยิ้มให้อีกแน่ะ!!!
จนวันนึงคิดได้...ว่า เอ ฉันจะเอาอนาคตไปขึ้นกับเพื่อนคนนี้ทำไมเนี้ย
เขาก็ไม่เห็นทุกข์ร้อนอะไร ..เราต้องทุกข์ไปทำไม
จนวันเรียนจบ ก็ไปขอโทษเพื่อนที่เราคิดไม่ดี
ปรากฏว่า เจ้าตัวงงค่ะ แล้วตกใจว่า....ตายแล้ว เคยถูกเพื่อนเกลียดด้วยหรือ
เดี๋ยวนี้ เวลาที่รู้สึกว่าใครไม่ชอบหน้าเรา (โดยเราไม่รู้สาเหตุนะ) เมื่อเจอหน้าเขาก็พยายามยิ้มให้ค่ะ หวังไว้ซักวันนึง เขาคงจะบอกเราได้ว่า ...เขาไม่ชอบเราเรื่องอะไร
ก็จริงนะค่ะ….หนูชอบถือคติที่ว่า…“บุคคลใดที่มองหน้าเราแสดงว่าเรานะมีดี…ยิ้มขอบคุณเค้า(ถึงแม้เค้าจะด่าเราในใจก็ตาม)..คิดแบบนี้เราก็มีความสูขและยังเป็นต่อ…จริงไหมค่ะ