วันที่ 15 มี.ค. 50 เป็นอีกวันหนึ่งที่ดิฉันประทับใจในคำบรรยายของ ดร. ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งท่านได้มาบรรยายเรื่องการบริหารงานวิจัยให้ชาว นบม. รุ่นที่ 17 ฟัง ดิฉันสัญญากับตัวเองทันทีที่จบการบรรยายว่า จะสรุปและนำมาถ่ายทอดต่อใน Blog โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันหวังว่าผู้บริหารงานวิจัย และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทุกๆท่านจะได้อ่าน
บทวิเคราะห์เรื่อง ความเป็นไทยไทย : วัฒนธรรมและสิ่งยึดเหนี่ยวของสังคมไทยที่มีผลต่อการวิจัยและพัฒนา นี้เป็นเอกสารประกอบการบรรยาย ซึ่งก็เกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อยกับคำบรรยายของท่าน ดิฉันเอามาแก้ขัดก่อน เป็นบทวิเคราะห์ที่ดีมากค่ะ ส่วนบทสรุปที่ดิฉันกำลังพยายามถอดความจะตามมาอีกทีนะคะ
ในช่วงต้นศวรรษที่ 20 ไอสไตน์ใช้เวลาในช่วงบ่ายหลังจากเลิกงานประจำ นั่งคิดคำนึงในห้องพักเล็กๆ เพียงลำพัง อาวุธของไอสไตน์มีเพียงกระดาษ ดินสอ และโต๊ะเขียนหนังสือ ผลที่ปรากฏต่อชาวโลกคือ ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษที่สั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมของฟิสิกส์ ไอสไตน์ใช้เวลาในช่วงบ่าย หลังจากเลิกงานประจำ ค้นคว้าวิจัยแต่เพียงลำพัง เช่นเดียวกับ เซอร์รามาน ของอินเดีย ซึ่งใช้เวลาช่วงก่อนไปทำงานและหลังเลิกงานมาศึกษาค้นคว้าการกระเจิงของแสงผ่านสารประกอบชนิดต่างๆ ผลงานทั้งสองได้รับรางวัลโนเบล
เมื่อมาถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ทีมงานวิจัยเริ่มใหญ่ขึ้น แต่ละทีมประกอบด้วยบุคลากรจำนวน 2 – 4 คน ทำงานเรื่องเดียวกัน แต่ละคนอาจจะรับผิดชอบคนละส่วน เช่น ในงานวิจัยเรื่องเดียวกัน บางคนอาจรับผิดชอบทางด้านสร้างเครื่อง อีกคนหนึ่งดูแลเรื่องการเก็บบันทึก และการวิเคราะห์ข้อมูล อีกคนดูแลการเตรียม sample หรือสารตัวอย่าง ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของนักวิจัยอาวุโส (ระดับศาสตราจารย์) กลุ่มที่เล็กที่สุดประกอบด้วยอย่างน้อย 2 คน คือ อาจารย์ และนักศึกษาปริญญาเอก งานวิจัยที่ทำกันในกลุ่มเล็กเช่นนี้ เรียกกันว่า small group research หรืองานวิจัยกลุ่มย่อย ซึ่งจะพบได้ทั่วไปตามห้องปฏิบัติการวิจัยในที่ต่างๆ ส่วนงานวิจัยเชิงทฤษฎีนั้น มักจะเป็นงานที่ทำโดยตรงระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์มากกว่า ในขณะเดียวกันทีมงานของรูเบีย ผู้ได้รางวัลจากการค้นพบอนุภาคที่เป็นพาหะร่วมของแรงนิวเคลียร์แบบอ่อนและแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้ทีมงาน ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทั้งหมด 140 คน แต่ละคนมีความเป็นเลิศในงานชิ้นเล็กๆ ที่ตนรับผิดชอบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง
ในแง่นี้จะเห็นได้ว่าแนวโน้มของการทำงานวิจัยทั้งในปัจจุบันและอนาคตต้องทำเป็นทีมจะทีมเล็กทีมใหญ่ก็ตาม
ทีมแบบฉบับที่สุดก็จะประกอบด้วย อาจารย์ นักวิจัยผู้ช่วย
ซึ่งมักจะเป็นผู้ซึ่งได้รับปริญญาเอกมาใหม่ๆ (post doctoral period)
และนักศึกษาปริญญาเอก (doctoral candidate)
สำหรับประเทศไทยการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้พอๆ
กัน คนไทยมีวิญญาณของความเป็นอิสระมาตั้งแต่ดึกคำบรรพ์
จะยอมให้กันก็เฉพาะพวกเดียวกัน รุ่นเดียวกัน
รุ่นพี่รุ่นน้องจากสำนักเดียวกัน
หรืออาจารย์กับลูกศิษย์เท่านั้นเอง
คนไทยจะอยู่รวมเป็นกลุ่มได้ก็ต้องเป็นกลุ่มที่มีระดับอาวุโสตามลำดับขั้น
ในแต่ละกลุ่มจะมีนายใหญ่คนเดียว
เอกลักษณ์ของคนไทยในเรื่องนี้
มีตัวอย่างเห็นได้อย่างชัดเจนในสมัยหลังจากที่กรุงศรีอยุทธยาเสียแก่พม่าใหม่ๆ
การจับกลุ่มเป็นรุ่นเป็นพรรคเป็นพวกนี้
ยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดในปัจจุบัน ดังนั้น
ในกลุ่มวิจัยเดียวกันที่มีคนไทยอาวุโสเท่าๆกัน
ร่วมงานอยู่ด้วยกันหลายคนมักจะไม่ค่อยมีปรากฏ
แต่ในขณะเดียวกัน โครงการต่างๆ
ที่ต้องอาศัยกลุ่มวิจัยหลายกลุ่มทำงานร่วมกัน
ย่อมจะประสบผลสำเร็จถ้าหัวหน้ากลุ่มมีความสัมพันธ์กันดังแบบที่กล่าวมาแล้ว
นั่นคือเพื่อนร่วมสถาบัน หรือเพื่อนร่วมรุ่น
หรือเพื่อนร่วมชั้น หากไม่เช่นนั้นแล้ว
โครงการจะดำเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งและอุปสรรคนานัปการ
สิ่งหนึ่งที่จะทำให้งานวิจัยมีคุณค่าเมื่อทำเสร็จแล้ว ก็คือ ฝีมือและวิญญาณของความเป็นนักวิจัย ทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถจะใช้หลักสูตรสั้นๆ ฝึกอบรมให้สำเร็จได้ภายในหนึ่งหรือสองอาทิตย์ มีแต่เวลาและความจริงจังเท่านั้นที่จะสร้างนักวิจัยขึ้นมาได้ การฝึกนักวิจัยตามแบบฉบับของประเทศที่พัฒนาแล้ว ดำเนินไปตามขบวนการที่คล้ายคลึงเป็นแบบแผนเดียวกัน ดังนี้
เมื่อศึกษาจบชั้นปริญญาเอกแล้ว จะทำงานฝึกวิจัยหลังปริญญา (post doctoral) โดยทำหน้าที่เป็นนักวิจัยผู้ช่วย (research associate) ตามกลุ่มวิจัยต่างๆ ในมหาวิทยาลัยหรือศูนย์วิจัย ใช้เวลาในการฝึกนี้อย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไป หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็นอาจารย์ชั่วคราว ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรืออาจารย์ผู้ช่วย ซึ่งมีเวลา 4 – 5 ปี ที่จะแสดงฝีมือในด้านการสอนและวิจัย ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อทุ่มเทเวลา และความรู้ความสามารถให้เต็มที่เท่านั้น
ในประเทศทางยุโรปและญี่ปุ่นนั้น ไม่มีโอกาสได้สัมผัสด้านการบริหาร หน้าที่ส่วนใหญ่ก็คือทำวิจัย ผลิตผลงานทางวิชาการล้วนๆ ออกมา เมื่อครบ 4 -5 ปีแล้ว ก็จะได้รับการประเมินจากระดับอาวุโส ผู้เป็นหนึ่งในยุทธจักรว่าจะได้รับบรรจุให้อยู่ในตำแหน่งประจำหรือไม่ และแม้เมื่อได้รับบรรจุเป็นบุคลากรประจำแล้ว งานยังต้องเน้นหนักในเรื่องการทำวิจัยต่อไปอีก จนกระทั่งได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นรองศาสตราจารย์ ในสหรัฐอเมริกาถ้าฝีมือถึงก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเลย แต่ในยุโรปหรือญี่ปุ่นนั้น ต้องรอจนมีตำแหน่งว่างเสียก่อน สรุปแล้ว กว่าจะได้ขึ้นมาถึงชั้นนี้ นักวิจัยส่วนใหญ่จะมีอายุในช่วง 40 ปีขึ้นไป นั่นคือ ผ่านการฝึกปรืองานวิจัยมาไม่น้อยกว่า 15 ปีจึงจะมีโอกาสได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย หรือมีส่วนร่วมในงานบริหารบ้าง ผลงานดังกล่าวของนักวิจัยที่มีผลต่อการประเมินจะเน้นเฉพาะแต่ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับเท่านั้น ขบวนการเช่นนี้ ไม่ปรากฏในขั้นตอนของการฝึกนักวิทยาศาสตร์ไทย
กล่าวได้ว่า ส่วนใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ไทยไม่เคยถูกฝึกให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง และเฝ้ารอดูผลของการเจริญเติบโตของงานนักวิจัยของตนด้วยความอดทน อันเป็นผลพวงที่ได้จากช่วงเวลาของการ “ฝึก” เพื่อปลูกฝังความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ในแวดวงวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นในมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยวิจัยตามกรมกองต่างๆ ก็ดี เราไม่ได้ฝึกคน และเลื่อนอันดับชั้นคนตามผลงานวิจัยที่เป็นระบบ
ในบทวิเคราะห์นี้ จะขอกล่าวถึงวงการมหาวิทยาลัยเป็นหลัก เนื่องจากบุคลากรที่มีคุณวุฒิสูงๆ นั้น ส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัย เป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วที่อาจารย์มหาวิทยาลัยถือว่าตนเองมีความเป็นอิสระเสรีอย่างหาที่เปรียบมิได้ งานเพียงอย่างเดียวที่ถือว่าเป็นหน้าที่หลัก คือการเข้าชั้นสอนตามภาระที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาระดับต้นเท่านั้น ซึ่งคำนวณอย่างคร่าวๆ โดยเฉลี่ยคือ ใช้เวลาอาทิตย์ละไม่เกินกว่า 10 ชั่วโมงในการปฏิบัติงาน เวลาที่เหลือ แม้จะอยู่ในเวลาราชการ แต่จะทำอะไรก็ได้เพราะถือว่าเป็นเวลาว่างแล้ว ไม่มีผู้ใดสนใจ ค่านิยมของอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เรียกขานสิ่งนี้ว่า อิสระเสรีภาพทางวิชาการ ( academic freedom)
ดังนั้น คำกล่าวของศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี ที่ว่า กว่า 90% ของอาจารย์มหาวิทยาลัยไทยทำวิจัยไม่เป็น จึงเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องอย่างที่สุด อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะชินอยู่กับการอยู่สบาย สบาย ไปวันต่อวัน อันอาจเรียกได้ว่าเป็นนิสัยประจำชาติก็ได้ บางส่วนของบุคลากรดังกล่าวมีความเห็นว่า ความงอกงามทางวิชาการคือ ความเหน็ดเหนื่อยที่ได้รับผลตอบแทน (ส่วนตัว) ไม่คุ้มกับความพยายาม ส่วนน้อยของอาจารย์มหาวิทยาลัย มีความกระตือรือร้นที่จะทำงานวิจัย และเมื่อต้องเผชิญกับระบบราชการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอุปสรรคในการทำงานทางวิชาการ ก็เกิดความท้อถอย และยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวแล้ว บุคลากรส่วนน้อยนี้ ยิ่งลดน้อยลงไปอีก
ในจุดที่เกี่ยวกับอุปสรรคทางวิชาการ ประเทศต่างๆ ได้เข้าใจถึงจุดนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป หรือญี่ปุ่นก็ดี ดังนั้น ในช่วงที่บุคลากรต้องรับการฝึกฝนฝีมือการทำวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ บุคลากรเหล่านี้จะใช้เวลาส่วนใหญ่กว่า 70% ในงานค้นคว้าวิจัย ซึ่งต่างกับวัฒนธรรมของไทยที่ไม่ค่อยจะเปิดโอกาสให้คนใดคนหนึ่งค้นคว้าสิ่งใดให้รู้จริง นั่นคือ ไม่ว่าจะด้วยความชอบเป็นส่วนตัว หรือด้วยค่านิยมของสังคมไทยก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยชอบทำ หรือต้องกระเสือกกระสนทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมๆ กัน ในขณะที่ควรจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องวิจัย หรือกับนักศึกษา กลับชอบหรือต้องไปนั่งประชุมในฐานะกรรมการกิจกรรมต่างๆ หรือต้องไปรับทำงานด้านบริการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานการกุศล หรืองานโชว์ เนื่องจากในแวดวงวิชาการของไทยขาดวัฒนธรรมของการแข่งขันเชิงวิชาการ ผลงานของมหาวิทยาลัยไทย จึงวัดจากจำนวนหัวของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปี โดยไม่ได้คำนึงว่า บัณฑิตที่จบมานั้นมีความรู้มากน้อยแค่ไหน หรือสามารถทำงานรับใช้สังคมมากน้อยเพียงใด ทุกๆปี แต่ละมหาวิทยาลัยก็ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 10 – 20% โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าผลงานทางวิชาการ งานวิจัยจะปรากฏมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ในระบบที่มีแต่ความเสรี ที่ปราศจากขอบเขตเช่นนี้ จึงมีอาจารย์จำนวนน้อยมากที่ทุ่มเททำงานทางวิชาการอย่างจริงจัง อาจารย์ส่วนใหญ่ พยายามใช้เสรีภาพที่เข้าใจผิดๆ นั้น เรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ เพียงประโยชน์และความสบายของตน โดยมิได้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์เพียงใดเลย
แฟคเตอร์อีกตัวหนึ่งของการที่จะได้มาซึ่งฝีมือและวิญญาณของความเป็นนักวิจัยก็คือ
“วินัย”
อาจกล่าวได้ว่า
วินัยในการฝึกฝนให้ได้มาซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ดีในประเทศต่างๆ
นั้น มีความเข้มข้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวินัยทางการทหารเลย
ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อบุคลากรระดับรองศาสตราจารย์สั่งงาน
ผู้ช่วยทุกคนทุกระดับในห้องวิจัยจะถือเป็นหน้าที่
และความรับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามลำดับขั้น
ทุกสิ่งต้องเสร็จตามกำหนดเวลา
ทุกคนรู้หน้าที่ของงานว่าจะต้องทำอะไร เมื่อไร
ในสหรัฐอเมริกา ระเบียบวินัยในการทำวิจัยนั้น
ถูกถ่ายทอดลงมาตามลำดับขั้นตั้งแต่ผู้อาวุโส
ลงมายังผู้อ่อนอาวุโส และตลอดมาถึงนักศึกษาวิจัย
เนื่องจากแต่ละโครงการต้องแข่งขันกัน
ไม่ว่าจะเป็นด้านการขอรับทุนสนับสนุน
การแข่งขันกับเวลาเพื่อเข้าสู่ความสำเร็จก่อนกลุ่มอื่น
ใครจะได้เวลาในการใช้เครื่องมือหลักนานแค่ไหน
และเมื่อไรจะได้ใช้ ดังนั้น
หากใครคนใดคนหนึ่งขาดวินัย ผลเสียก็จะตกกันทั้งกลุ่ม
และคนคนนั้นก็จะไม่มีโอกาสได้รับการยอมรับในวิชาชีพนี้อีกเลย
ความมีระเบียบวินัยนี้ เริ่มฝึกฝนกันตั้งแต่ยังเยาว์ ในประเทศยุโรปนักวิจัยจะจับกลุ่มคุยกันก็เฉพาะในช่วงเวลาพักเช้าและบ่าย ในห้องสังสรรค์ ดื่มชาหรือกาแฟ ซึ่งใช้เวลาครั้งละไม่เกิน 30 นาที นอกเวลานั้นต่างคนต่างทำงานของตน ทุกคนรักษาเวลาในการทำงานอย่างเคร่งครัด นี่คือแฟคเตอร์ที่คนไทยมองไม่เห็นความสำคัญ และละเลยมากที่สุด คนไทยในปัจจุบันขาดวินัย ไร้ระเบียบเพิ่มขึ้นโดยอ้างอิงกับเสรีภาพทางวิชาการในแนวที่ผิด หากสำรวจตามมหาวิทยาลัยต่างๆ จะพบสถิติของโครงการวิจัยที่ค้างส่งไม่สำเร็จตรงตามเวลาเป็นจำนวนมาก นักวิจัยทำงานวิจัยเป็นงานอดิเรก มีความไม่ตรงต่อเวลาเป็นเลิศ นิสัยนี้ค่อยๆถูกเพาะมาทีละเล็กทีละน้อยและเนื่องจากไม่มีใครที่ใส่ใจกวดขัน ความไม่มีวินัยจึงเสมือนเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าคิวซื้อของ จอดรถในที่ห้ามจอด วินัยในการขับรถ การตรงต่อเวลาการทิ้งขยะ การไม่รู้จักหน้าที่และขอบเขตของตนเอง คนไทยจะรักษาวินัยก็ต่อเมื่ออยู่ในระบบที่เข้มงวดกวดขัน มีบทลงโทษที่แน่นอนเท่านั้น และพร้อมที่จะหลีกเลี่ยงวินัยทุกขณะที่มีโอกาส คนไทยกลายเป็นคนมักง่าย และเห็นแก่ตัวในหลายๆด้าน เนื่องจากค่านิยมของระบบสังคมปัจจุบัน แต่หากต้องตกอยู่ในกรอบแล้ว ก็จะมีวินัยดีที่สุด อย่างเช่น คนไทยในส่วนที่เป็นทหารทั้งสามเหล่าทัพ
ผู้ที่ได้อ่านหนังสือ “The Tao of Physics” ซึ่งเขียนโดย Fritjof Capra (1975) คงจะต้องยอมรับว่า ฟิสิกส์มูลฐาน (fundamental physics) เหมาะกับนิสัยและคนไทยที่จะศึกษาค้นคว้าอย่างที่สุด ความละเอียดอ่อน ความลึกซึ้งในความคิดอ่าน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์พิเศษของคนไทยมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ประสานสอดคล้องอย่างเหมาะเจาะกับฟิสิกส์พื้นฐาน หากได้รับการฝึกฝนแนวความคิดของฟิสิกส์ยุคใหม่ในทางที่ถูกต้อง จากพื้นฐานของจิตใจที่สงบ ความไม่หยาบกระด้างแต่ละมุนละไมของคนไทยนี้ เหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเชิงทฤษฎีหรือเชิงการทดลองก็ตาม มีตัวอย่างปรากฏให้เห็นเด่นชัดว่า คนไทยมีมือที่ละเอียด ละเมียดละไมที่สุด ดูได้จากงานศิลปะแขนงต่างๆ มือนี้เหมาะที่จะไปควบคุมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งต้องการความปราณีตละเอียดอ่อนในการใช้งาน
คนไทยเป็นนักลอกแบบชั้นยอด ดังจะเห็นได้จากงานฝีมือถอดแบบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในด้าน เสื้อผ้า เครื่องหนัง หรือเครื่องยนต์กลไก อาจกล่าวได้ว่า คนไทยมีความเป็นช่างอยู่ในสายเลือด โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยความอดทน ละเอียด และปราณีต แต่อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่จะมีขึ้นในศตวรรษหน้านั้น ต้องอาศัยความรู้ระดับสูงจึงจะถอดแบบได้ เพียงฝีมือหรือทักษะเชิงช่างอย่างเดียว ไม่พอเสียแล้วที่จะลอกเลียนแบบ เช่น เลเซอร์ แบบหัวทำด้วยของแข็ง (solid state laser) ช่างที่มีฝีมือเป็นเลิศเพียงใดก็ตาม จะไม่สามารถสร้างเลียนแบบได้เลยหากไม่มีความรู้ระดับสูง (ปริญญาเอก) ทางฟิสิกส์ของแข็งระบบสุญญากาศต่ำมาก และฟิสิกส์ผิววัสดุ (solid state physics, ultra high vacuum system และ surface physics)
ข้อสรุปของบทนี้คือ
อุปนิสัยของคนไทย วัฒนธรรมแบบไทยๆ
และระเบียบของสังคมไทยนั้น
มีทั้งส่วนที่เหมาะและไม่เหมาะกับงานทางวิทยาศาสตร์
แต่เมื่อพิจารณาจากส่วนรวมแล้วแนวโน้มของคนไทยที่จะสร้างงานทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
มีความเป็นไปได้สูง
หากได้มีการปรับปรุงระบบการทำงานที่สร้างวินัยของคนในชาติเสียใหม่
พร้อมๆไปกับการจัดโครงสร้างของระบอบที่เอื้ออำนวยให้คนไทยได้อุทิศตนอย่างแท้จริงกับงานทางวิชาการ
โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องอื่น
คนที่คณะสหเวชศาสตร์เตรียมตัวไว้ให้ดี ท่านคณบดีไฟแรงกลับมาเมื่อไหร่ เหนื่อยกันแน่นอน อบอุ่นร่างกายรอไว้ได้เลย อิอิ
บทความนี้ผมเห็นด้วยทุกอย่างโดยเฉพาะการมีอัตตามากเกินไปของนักวิจัยไทย ทั้งที่เครื่องไม้เครื่องมือทุกชิ้นก็เป็นเงินภาษีของประชาชนทุกคน และอีกประการก็อย่างที่บทความนี้พูดคือคนไทยชอบสบาย อยากที่จะได้แต่ไม่ยอมลงทุน ซึ่งมันคงไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาฟรีๆๆ
แม้กระนั้นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็มีเสน่ห์ในตัวมันเอง ดังเช่นเอดิสันยังทดลองทำหลอดไฟเป็นพันๆครั้ง สำเร็จครั้งเดียวก็เป็นประโยชน์กับคนทั้งโลก งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกันขอได้ผลแค่ครั้งเดียวแม้ต้องทดลองเป็นสิบครั้งก็คุ้มค่า
ขออนุญาตนำข้อความในบทความนี้เป็นกำลังใจสำหรับการทำงานวิจัยค่ะ............................โดยสรุปได้ความว่า ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบเพื่อสร้างงานวิจัย ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่ถ่ายทอดคำบรรยายที่เน้นย้ำให้ความคิดของดิฉันให้ตั้งมั่นในเส้นทางนี้มากขึ้นไปอีกค่ะ........ขอบคุณค่ะ
คุณหมอสุธีที่เคารพรัก อาจารย์เริงวิทย์จากออสเตรเลีย และอาจารย์วัชราน้องใหม่ไฟแรงสาขา CVT คะ
บทความนี้ ทำให้ดิฉันได้คิดค่ะว่า อาจารย์ต้องมี "เวลา" เพื่อคิดสร้างสรรค์งานใหม่
ดิฉันในฐานะผู้บริหาร คงต้องพยายามหาเครื่องไม้เครื่องมือช่วยบริหารงาน และพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุน ให้เป็นมืออาชีพ เพื่อผ่อนแรงอาจารย์ทั้งหลายได้มีเวลามากพอในการทำงานวิจัย โดยไม่ต้องกังวลกับงานอื่น โดยเฉพาะงานบริหารทั้งหลาย
ขออย่างเดียวค่ะว่า เมื่อมีเวลาพอแล้ว อาจารย์ทุกท่านจะทุ่มเทสมาธิ และสติปัญญาอย่างเต็มที่เพื่อสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ และถ่ายทอดแบบอย่างที่ดีงามแก่ลูกศิษย์ เพราะเรื่อง "วินัย" นี้ดิฉันสร้างให้ท่านไม่ได้
ผมอยู่อังกฤษครับไม่ได้อยู่ออสเตรเลีย
ขออภัยอย่างยิ่งค่ะ อ.เริงวิทย์ แฟนขาประจำอย่างนี้ ยังหลงหลงลืมลืมกันด้าย ที่จริงไม่น่าให้อภัยเลย แต่ขอ dhanarun สักคนเถอะนะคะ
เป็นความรู้ใหม่สำหรับดิฉันทีเดียวในเรื่องการฝึกวิจัยของบรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย ขอบคุณค่ะ