มีแต่เวลาและความจริงจังเท่านั้นที่จะสร้างนักวิจัยขึ้นมาได้

          วันที่ 15 มี.ค. 50  เป็นอีกวันหนึ่งที่ดิฉันประทับใจในคำบรรยายของ ดร. ถิรพัฒน์  วิลัยทอ  ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาฟิสิกส์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ซึ่งท่านได้มาบรรยายเรื่องการบริหารงานวิจัยให้ชาว นบม. รุ่นที่ 17 ฟัง ดิฉันสัญญากับตัวเองทันทีที่จบการบรรยายว่า จะสรุปและนำมาถ่ายทอดต่อใน Blog  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันหวังว่าผู้บริหารงานวิจัย และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทุกๆท่านจะได้อ่าน

          บทวิเคราะห์เรื่อง ความเป็นไทยไทย : วัฒนธรรมและสิ่งยึดเหนี่ยวของสังคมไทยที่มีผลต่อการวิจัยและพัฒนา  นี้เป็นเอกสารประกอบการบรรยาย  ซึ่งก็เกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อยกับคำบรรยายของท่าน  ดิฉันเอามาแก้ขัดก่อน  เป็นบทวิเคราะห์ที่ดีมากค่ะ  ส่วนบทสรุปที่ดิฉันกำลังพยายามถอดความจะตามมาอีกทีนะคะ  


 

          ในช่วงต้นศวรรษที่ 20 ไอสไตน์ใช้เวลาในช่วงบ่ายหลังจากเลิกงานประจำ นั่งคิดคำนึงในห้องพักเล็กๆ เพียงลำพัง  อาวุธของไอสไตน์มีเพียงกระดาษ ดินสอ และโต๊ะเขียนหนังสือ  ผลที่ปรากฏต่อชาวโลกคือ ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษที่สั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมของฟิสิกส์  ไอสไตน์ใช้เวลาในช่วงบ่าย  หลังจากเลิกงานประจำ  ค้นคว้าวิจัยแต่เพียงลำพัง  เช่นเดียวกับ เซอร์รามาน ของอินเดีย ซึ่งใช้เวลาช่วงก่อนไปทำงานและหลังเลิกงานมาศึกษาค้นคว้าการกระเจิงของแสงผ่านสารประกอบชนิดต่างๆ  ผลงานทั้งสองได้รับรางวัลโนเบล

          เมื่อมาถึงสงครามโลกครั้งที่สอง  ทีมงานวิจัยเริ่มใหญ่ขึ้น  แต่ละทีมประกอบด้วยบุคลากรจำนวน 2 – 4 คน ทำงานเรื่องเดียวกัน  แต่ละคนอาจจะรับผิดชอบคนละส่วน เช่น ในงานวิจัยเรื่องเดียวกัน  บางคนอาจรับผิดชอบทางด้านสร้างเครื่อง  อีกคนหนึ่งดูแลเรื่องการเก็บบันทึก  และการวิเคราะห์ข้อมูล  อีกคนดูแลการเตรียม sample หรือสารตัวอย่าง  ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของนักวิจัยอาวุโส  (ระดับศาสตราจารย์) กลุ่มที่เล็กที่สุดประกอบด้วยอย่างน้อย 2 คน คือ อาจารย์ และนักศึกษาปริญญาเอก  งานวิจัยที่ทำกันในกลุ่มเล็กเช่นนี้ เรียกกันว่า  small group research หรืองานวิจัยกลุ่มย่อย  ซึ่งจะพบได้ทั่วไปตามห้องปฏิบัติการวิจัยในที่ต่างๆ  ส่วนงานวิจัยเชิงทฤษฎีนั้น มักจะเป็นงานที่ทำโดยตรงระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์มากกว่า  ในขณะเดียวกันทีมงานของรูเบีย ผู้ได้รางวัลจากการค้นพบอนุภาคที่เป็นพาหะร่วมของแรงนิวเคลียร์แบบอ่อนและแรงแม่เหล็กไฟฟ้า  ใช้ทีมงาน ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทั้งหมด 140 คน แต่ละคนมีความเป็นเลิศในงานชิ้นเล็กๆ ที่ตนรับผิดชอบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง


          ในแง่นี้จะเห็นได้ว่าแนวโน้มของการทำงานวิจัยทั้งในปัจจุบันและอนาคตต้องทำเป็นทีมจะทีมเล็กทีมใหญ่ก็ตาม ทีมแบบฉบับที่สุดก็จะประกอบด้วย อาจารย์ นักวิจัยผู้ช่วย ซึ่งมักจะเป็นผู้ซึ่งได้รับปริญญาเอกมาใหม่ๆ (post doctoral period) และนักศึกษาปริญญาเอก (doctoral candidate) สำหรับประเทศไทยการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้พอๆ กัน คนไทยมีวิญญาณของความเป็นอิสระมาตั้งแต่ดึกคำบรรพ์  จะยอมให้กันก็เฉพาะพวกเดียวกัน  รุ่นเดียวกัน รุ่นพี่รุ่นน้องจากสำนักเดียวกัน หรืออาจารย์กับลูกศิษย์เท่านั้นเอง  คนไทยจะอยู่รวมเป็นกลุ่มได้ก็ต้องเป็นกลุ่มที่มีระดับอาวุโสตามลำดับขั้น  ในแต่ละกลุ่มจะมีนายใหญ่คนเดียว  เอกลักษณ์ของคนไทยในเรื่องนี้  มีตัวอย่างเห็นได้อย่างชัดเจนในสมัยหลังจากที่กรุงศรีอยุทธยาเสียแก่พม่าใหม่ๆ  การจับกลุ่มเป็นรุ่นเป็นพรรคเป็นพวกนี้  ยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดในปัจจุบัน  ดังนั้น  ในกลุ่มวิจัยเดียวกันที่มีคนไทยอาวุโสเท่าๆกัน  ร่วมงานอยู่ด้วยกันหลายคนมักจะไม่ค่อยมีปรากฏ  แต่ในขณะเดียวกัน  โครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยกลุ่มวิจัยหลายกลุ่มทำงานร่วมกัน  ย่อมจะประสบผลสำเร็จถ้าหัวหน้ากลุ่มมีความสัมพันธ์กันดังแบบที่กล่าวมาแล้ว  นั่นคือเพื่อนร่วมสถาบัน  หรือเพื่อนร่วมรุ่น  หรือเพื่อนร่วมชั้น  หากไม่เช่นนั้นแล้ว  โครงการจะดำเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งและอุปสรรคนานัปการ

          สิ่งหนึ่งที่จะทำให้งานวิจัยมีคุณค่าเมื่อทำเสร็จแล้ว ก็คือ ฝีมือและวิญญาณของความเป็นนักวิจัย  ทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถจะใช้หลักสูตรสั้นๆ ฝึกอบรมให้สำเร็จได้ภายในหนึ่งหรือสองอาทิตย์  มีแต่เวลาและความจริงจังเท่านั้นที่จะสร้างนักวิจัยขึ้นมาได้  การฝึกนักวิจัยตามแบบฉบับของประเทศที่พัฒนาแล้ว  ดำเนินไปตามขบวนการที่คล้ายคลึงเป็นแบบแผนเดียวกัน  ดังนี้

          เมื่อศึกษาจบชั้นปริญญาเอกแล้ว จะทำงานฝึกวิจัยหลังปริญญา (post doctoral) โดยทำหน้าที่เป็นนักวิจัยผู้ช่วย (research associate) ตามกลุ่มวิจัยต่างๆ  ในมหาวิทยาลัยหรือศูนย์วิจัย ใช้เวลาในการฝึกนี้อย่างต่ำ 2 ปีขึ้นไป  หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็นอาจารย์ชั่วคราว ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์  หรืออาจารย์ผู้ช่วย  ซึ่งมีเวลา 4 – 5 ปี  ที่จะแสดงฝีมือในด้านการสอนและวิจัย  ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อทุ่มเทเวลา  และความรู้ความสามารถให้เต็มที่เท่านั้น

          ในประเทศทางยุโรปและญี่ปุ่นนั้น  ไม่มีโอกาสได้สัมผัสด้านการบริหาร  หน้าที่ส่วนใหญ่ก็คือทำวิจัย ผลิตผลงานทางวิชาการล้วนๆ ออกมา  เมื่อครบ 4 -5 ปีแล้ว ก็จะได้รับการประเมินจากระดับอาวุโส ผู้เป็นหนึ่งในยุทธจักรว่าจะได้รับบรรจุให้อยู่ในตำแหน่งประจำหรือไม่  และแม้เมื่อได้รับบรรจุเป็นบุคลากรประจำแล้ว  งานยังต้องเน้นหนักในเรื่องการทำวิจัยต่อไปอีก  จนกระทั่งได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นรองศาสตราจารย์  ในสหรัฐอเมริกาถ้าฝีมือถึงก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเลย  แต่ในยุโรปหรือญี่ปุ่นนั้น  ต้องรอจนมีตำแหน่งว่างเสียก่อน  สรุปแล้ว  กว่าจะได้ขึ้นมาถึงชั้นนี้  นักวิจัยส่วนใหญ่จะมีอายุในช่วง 40 ปีขึ้นไป  นั่นคือ ผ่านการฝึกปรืองานวิจัยมาไม่น้อยกว่า 15 ปีจึงจะมีโอกาสได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย  หรือมีส่วนร่วมในงานบริหารบ้าง  ผลงานดังกล่าวของนักวิจัยที่มีผลต่อการประเมินจะเน้นเฉพาะแต่ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับเท่านั้น  ขบวนการเช่นนี้ ไม่ปรากฏในขั้นตอนของการฝึกนักวิทยาศาสตร์ไทย

          กล่าวได้ว่า ส่วนใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ไทยไม่เคยถูกฝึกให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง  และเฝ้ารอดูผลของการเจริญเติบโตของงานนักวิจัยของตนด้วยความอดทน  อันเป็นผลพวงที่ได้จากช่วงเวลาของการ “ฝึก” เพื่อปลูกฝังความเป็นนักวิทยาศาสตร์  ในแวดวงวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นในมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยวิจัยตามกรมกองต่างๆ  ก็ดี  เราไม่ได้ฝึกคน และเลื่อนอันดับชั้นคนตามผลงานวิจัยที่เป็นระบบ

          ในบทวิเคราะห์นี้  จะขอกล่าวถึงวงการมหาวิทยาลัยเป็นหลัก  เนื่องจากบุคลากรที่มีคุณวุฒิสูงๆ นั้น ส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัย  เป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วที่อาจารย์มหาวิทยาลัยถือว่าตนเองมีความเป็นอิสระเสรีอย่างหาที่เปรียบมิได้  งานเพียงอย่างเดียวที่ถือว่าเป็นหน้าที่หลัก  คือการเข้าชั้นสอนตามภาระที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาระดับต้นเท่านั้น  ซึ่งคำนวณอย่างคร่าวๆ  โดยเฉลี่ยคือ ใช้เวลาอาทิตย์ละไม่เกินกว่า 10 ชั่วโมงในการปฏิบัติงาน  เวลาที่เหลือ  แม้จะอยู่ในเวลาราชการ  แต่จะทำอะไรก็ได้เพราะถือว่าเป็นเวลาว่างแล้ว  ไม่มีผู้ใดสนใจ  ค่านิยมของอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เรียกขานสิ่งนี้ว่า อิสระเสรีภาพทางวิชาการ ( academic freedom)

          ดังนั้น คำกล่าวของศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ  วะสี  ที่ว่า กว่า 90% ของอาจารย์มหาวิทยาลัยไทยทำวิจัยไม่เป็น  จึงเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องอย่างที่สุด  อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่  จะชินอยู่กับการอยู่สบาย สบาย  ไปวันต่อวัน  อันอาจเรียกได้ว่าเป็นนิสัยประจำชาติก็ได้  บางส่วนของบุคลากรดังกล่าวมีความเห็นว่า ความงอกงามทางวิชาการคือ ความเหน็ดเหนื่อยที่ได้รับผลตอบแทน (ส่วนตัว) ไม่คุ้มกับความพยายาม  ส่วนน้อยของอาจารย์มหาวิทยาลัย  มีความกระตือรือร้นที่จะทำงานวิจัย  และเมื่อต้องเผชิญกับระบบราชการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอุปสรรคในการทำงานทางวิชาการ  ก็เกิดความท้อถอย  และยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวแล้ว บุคลากรส่วนน้อยนี้ ยิ่งลดน้อยลงไปอีก

          ในจุดที่เกี่ยวกับอุปสรรคทางวิชาการ  ประเทศต่างๆ ได้เข้าใจถึงจุดนี้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป  หรือญี่ปุ่นก็ดี  ดังนั้น  ในช่วงที่บุคลากรต้องรับการฝึกฝนฝีมือการทำวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ  บุคลากรเหล่านี้จะใช้เวลาส่วนใหญ่กว่า 70% ในงานค้นคว้าวิจัย  ซึ่งต่างกับวัฒนธรรมของไทยที่ไม่ค่อยจะเปิดโอกาสให้คนใดคนหนึ่งค้นคว้าสิ่งใดให้รู้จริง  นั่นคือ ไม่ว่าจะด้วยความชอบเป็นส่วนตัว หรือด้วยค่านิยมของสังคมไทยก็ตาม  อาจกล่าวได้ว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยชอบทำ หรือต้องกระเสือกกระสนทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมๆ กัน ในขณะที่ควรจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องวิจัย หรือกับนักศึกษา กลับชอบหรือต้องไปนั่งประชุมในฐานะกรรมการกิจกรรมต่างๆ  หรือต้องไปรับทำงานด้านบริการต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานการกุศล หรืองานโชว์  เนื่องจากในแวดวงวิชาการของไทยขาดวัฒนธรรมของการแข่งขันเชิงวิชาการ  ผลงานของมหาวิทยาลัยไทย  จึงวัดจากจำนวนหัวของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปี  โดยไม่ได้คำนึงว่า  บัณฑิตที่จบมานั้นมีความรู้มากน้อยแค่ไหน  หรือสามารถทำงานรับใช้สังคมมากน้อยเพียงใด  ทุกๆปี  แต่ละมหาวิทยาลัยก็ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 10 – 20% โดยอัตโนมัติ  ไม่ว่าผลงานทางวิชาการ งานวิจัยจะปรากฏมากน้อยเพียงใด  ดังนั้น  ในระบบที่มีแต่ความเสรี  ที่ปราศจากขอบเขตเช่นนี้  จึงมีอาจารย์จำนวนน้อยมากที่ทุ่มเททำงานทางวิชาการอย่างจริงจัง  อาจารย์ส่วนใหญ่  พยายามใช้เสรีภาพที่เข้าใจผิดๆ  นั้น เรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ  เพียงประโยชน์และความสบายของตน  โดยมิได้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์เพียงใดเลย


          แฟคเตอร์อีกตัวหนึ่งของการที่จะได้มาซึ่งฝีมือและวิญญาณของความเป็นนักวิจัยก็คือ  “วินัย”  อาจกล่าวได้ว่า  วินัยในการฝึกฝนให้ได้มาซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ดีในประเทศต่างๆ  นั้น  มีความเข้มข้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวินัยทางการทหารเลย  ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อบุคลากรระดับรองศาสตราจารย์สั่งงาน  ผู้ช่วยทุกคนทุกระดับในห้องวิจัยจะถือเป็นหน้าที่ และความรับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามลำดับขั้น  ทุกสิ่งต้องเสร็จตามกำหนดเวลา  ทุกคนรู้หน้าที่ของงานว่าจะต้องทำอะไร  เมื่อไร  ในสหรัฐอเมริกา  ระเบียบวินัยในการทำวิจัยนั้น  ถูกถ่ายทอดลงมาตามลำดับขั้นตั้งแต่ผู้อาวุโส  ลงมายังผู้อ่อนอาวุโส  และตลอดมาถึงนักศึกษาวิจัย  เนื่องจากแต่ละโครงการต้องแข่งขันกัน  ไม่ว่าจะเป็นด้านการขอรับทุนสนับสนุน  การแข่งขันกับเวลาเพื่อเข้าสู่ความสำเร็จก่อนกลุ่มอื่น  ใครจะได้เวลาในการใช้เครื่องมือหลักนานแค่ไหน  และเมื่อไรจะได้ใช้  ดังนั้น  หากใครคนใดคนหนึ่งขาดวินัย  ผลเสียก็จะตกกันทั้งกลุ่ม และคนคนนั้นก็จะไม่มีโอกาสได้รับการยอมรับในวิชาชีพนี้อีกเลย

           ความมีระเบียบวินัยนี้  เริ่มฝึกฝนกันตั้งแต่ยังเยาว์  ในประเทศยุโรปนักวิจัยจะจับกลุ่มคุยกันก็เฉพาะในช่วงเวลาพักเช้าและบ่าย  ในห้องสังสรรค์  ดื่มชาหรือกาแฟ  ซึ่งใช้เวลาครั้งละไม่เกิน 30 นาที  นอกเวลานั้นต่างคนต่างทำงานของตน  ทุกคนรักษาเวลาในการทำงานอย่างเคร่งครัด  นี่คือแฟคเตอร์ที่คนไทยมองไม่เห็นความสำคัญ  และละเลยมากที่สุด  คนไทยในปัจจุบันขาดวินัย ไร้ระเบียบเพิ่มขึ้นโดยอ้างอิงกับเสรีภาพทางวิชาการในแนวที่ผิด  หากสำรวจตามมหาวิทยาลัยต่างๆ  จะพบสถิติของโครงการวิจัยที่ค้างส่งไม่สำเร็จตรงตามเวลาเป็นจำนวนมาก  นักวิจัยทำงานวิจัยเป็นงานอดิเรก  มีความไม่ตรงต่อเวลาเป็นเลิศ  นิสัยนี้ค่อยๆถูกเพาะมาทีละเล็กทีละน้อยและเนื่องจากไม่มีใครที่ใส่ใจกวดขัน  ความไม่มีวินัยจึงเสมือนเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของคนไทย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าคิวซื้อของ  จอดรถในที่ห้ามจอด  วินัยในการขับรถ  การตรงต่อเวลาการทิ้งขยะ  การไม่รู้จักหน้าที่และขอบเขตของตนเอง  คนไทยจะรักษาวินัยก็ต่อเมื่ออยู่ในระบบที่เข้มงวดกวดขัน  มีบทลงโทษที่แน่นอนเท่านั้น  และพร้อมที่จะหลีกเลี่ยงวินัยทุกขณะที่มีโอกาส  คนไทยกลายเป็นคนมักง่าย  และเห็นแก่ตัวในหลายๆด้าน  เนื่องจากค่านิยมของระบบสังคมปัจจุบัน  แต่หากต้องตกอยู่ในกรอบแล้ว  ก็จะมีวินัยดีที่สุด  อย่างเช่น คนไทยในส่วนที่เป็นทหารทั้งสามเหล่าทัพ

          ผู้ที่ได้อ่านหนังสือ “The Tao of Physics” ซึ่งเขียนโดย Fritjof Capra (1975) คงจะต้องยอมรับว่า  ฟิสิกส์มูลฐาน (fundamental physics) เหมาะกับนิสัยและคนไทยที่จะศึกษาค้นคว้าอย่างที่สุด  ความละเอียดอ่อน  ความลึกซึ้งในความคิดอ่าน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์พิเศษของคนไทยมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  ประสานสอดคล้องอย่างเหมาะเจาะกับฟิสิกส์พื้นฐาน  หากได้รับการฝึกฝนแนวความคิดของฟิสิกส์ยุคใหม่ในทางที่ถูกต้อง  จากพื้นฐานของจิตใจที่สงบ  ความไม่หยาบกระด้างแต่ละมุนละไมของคนไทยนี้  เหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน  ไม่ว่าจะเป็นเชิงทฤษฎีหรือเชิงการทดลองก็ตาม  มีตัวอย่างปรากฏให้เห็นเด่นชัดว่า  คนไทยมีมือที่ละเอียด ละเมียดละไมที่สุด  ดูได้จากงานศิลปะแขนงต่างๆ มือนี้เหมาะที่จะไปควบคุมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งต้องการความปราณีตละเอียดอ่อนในการใช้งาน

          คนไทยเป็นนักลอกแบบชั้นยอด  ดังจะเห็นได้จากงานฝีมือถอดแบบทั้งหลาย  ไม่ว่าจะเป็นในด้าน  เสื้อผ้า  เครื่องหนัง  หรือเครื่องยนต์กลไก  อาจกล่าวได้ว่า  คนไทยมีความเป็นช่างอยู่ในสายเลือด  โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยความอดทน  ละเอียด และปราณีต  แต่อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่จะมีขึ้นในศตวรรษหน้านั้น  ต้องอาศัยความรู้ระดับสูงจึงจะถอดแบบได้  เพียงฝีมือหรือทักษะเชิงช่างอย่างเดียว  ไม่พอเสียแล้วที่จะลอกเลียนแบบ  เช่น เลเซอร์ แบบหัวทำด้วยของแข็ง (solid state laser) ช่างที่มีฝีมือเป็นเลิศเพียงใดก็ตาม  จะไม่สามารถสร้างเลียนแบบได้เลยหากไม่มีความรู้ระดับสูง (ปริญญาเอก) ทางฟิสิกส์ของแข็งระบบสุญญากาศต่ำมาก  และฟิสิกส์ผิววัสดุ (solid state physics, ultra high vacuum system และ surface physics)

          ข้อสรุปของบทนี้คือ  อุปนิสัยของคนไทย วัฒนธรรมแบบไทยๆ  และระเบียบของสังคมไทยนั้น  มีทั้งส่วนที่เหมาะและไม่เหมาะกับงานทางวิทยาศาสตร์  แต่เมื่อพิจารณาจากส่วนรวมแล้วแนวโน้มของคนไทยที่จะสร้างงานทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน  มีความเป็นไปได้สูง  หากได้มีการปรับปรุงระบบการทำงานที่สร้างวินัยของคนในชาติเสียใหม่  พร้อมๆไปกับการจัดโครงสร้างของระบอบที่เอื้ออำนวยให้คนไทยได้อุทิศตนอย่างแท้จริงกับงานทางวิชาการ  โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องอื่น