เรื่องเล่าเร้าพลัง
“ตลาดนัดความรู้ กลยุทธ์และกระบวนการสร้างการเรียนรู้ :  บทบาทใหม่ของครูจัดการความรู้มืออาชีพ”

วันที่ 1 ธันวาคม 2548

อ. วิมลศรี
เป็นโรงเรียนเอกชน
เหตุการณ์นร.ชั้นม.1 จำนวน 25 คนวิชาภาษาไทย เรื่องทำอย่างไรนักเรียนเรียนในเชิงประจักษ์ โดยประโยชน์ของส้มหนึ่งผล เด็กมีความคิดเห็นแตกต่างไป  จากนั้นจึงให้ชิมส้ม เด็กเริ่มมีความคิดคล้ายคลึงกัน จากนั้นจึงให้นร.เขียนกระดานเรื่องของส้มให้เด็กเขียนบรรยายเรื่องของส้ม เด็กเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับส้ม มีประเด็นที่น่าสนใจว่าเด็กมีความคิดอย่างไรต่อส้ม สามารถเปรียบเทียบกับความคิดของเด็กในวัยเดียวกันได้ดี เด็กบางคนที่ไม่กล้าแสดงออกกลับกล้าแสดงออกมากขึ้น เห็นผลในการทำ KM
อ. สมควร
โรงเรียนเอกชน ในจังหวัดมีแหล่งเรียนรู้มาก จึงใช้เป็นจุดยืน
     นร.ชั้น ป. 4,5,6 จะมีทีมนำ ให้ทีมนำมาคุยกันก่อน ว่าในช่วงนี้เขาเรียนอะไร ปรับสาระการเรียนรู้ให้เข้ากับสิ่งที่เขาเรียน ให้นร.เสนอความคิดเห็น  สรุปให้นร. เป็นฐานการเรียนรู้ 4 ฐาน
     Discovery ฐานคณิตศาสตร์ ศิลปะ ให้ครูทำแผนการเรียนรู้แบบบูรณาการ การปฏิบัติให้ แบ่งนร.เป็นกลุ่ม 4 กลุ่ม ฐานที่ 1 นร.จะศึกษาในทีมของเขา แชร์กันในกลุ่ม  ฐานที่ 2 มีต้นกล้วยให้นร.คิดว่าจะนำมาประดิษฐ์อย่างไรได้ ฐานที่ 3 ฐานสมุนไพร นำสมุนไพรมาทำเป็นเมนู แล้วนำมาปฏิบัติ ฐานที่ 4 ฐานต้นไม้พูดได้ ให้นร. สนทนาเป็นภาษาอังกฤษ
     เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงกลับเข้าโรงเรียน เมื่อนร.กลับห้องเรียนให้แต่ละกลุ่มนำเสนอสิ่งที่ได้ เกิดการแลกเปลี่ยนกัน ผ่านกระบวนการรูปแบบที่เรียกว่า จิระศาสตร์ ริชชิ่งโมเดล ซึ่งโมเดลนี้เป็นโมเดลที่โรงเรียนจัดทำขึ้นเอง)
อ. จิรัฐกาล
เป็นรร.ประจำ อนุบาล- ป6
     ใช้ educare ครูจะต้องทำได้ในสิ่งที่ตัวเองสอน และรักเด็ก เพราะฉะนั้นจะสื่อถึงเด็กได้ให้เด็กมีความสุข เวลาจัดกิจกรรมจะคำนึงว่าเด็กจะมีการพัฒนาได้อย่างไร คำนึงถึงวัย ให้เด็กมีความสุขในการเรียนรู้
     ในโรงเรียนมีวิชาคุณค่าความเป็นมนุษย์ ให้เด็ก ป4,5 มาเรียนรวมกัน โดยให้เด็กรู้จักกัน แบ่งปันโดนการให้เด็กนำความสามารถพิเศษของตัวเองมาแสดงให้เพื่อนๆดู  เช่นเล่นเปียโน วาดภาพ ฯลฯ โดยเด็กที่แสดงให้ดูจะมีการสอนเพื่อนๆ ด้วย ผลก็คือเด็กมีความสนใจในสิ่งที่เพื่อนออกไปเล่า และเกิดความแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชั้น สร้างความสัมพันธ์กันระหว่างชั้น และเด็กรู้จักตัวเอง การแบ่งปัน กิจกรรมเกิดผลกับเด็กตัวเอง และเด็กระหว่างชั้นได้
อ. ทองดี
เป็นครู ม.ปลาย ทางโรงเรียนมีจุดเด่นพิเศษ คือเรื่องสิ่งแวดล้อม และโรงเรียนติดแม่น้ำเจ้าพระยา อาจารย์เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาโดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กมีจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมในตอนแรกเป็นกิจกรรมในลักษณะชุมนุมอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานร่วมกันระหว่างเด็กต่างระดับ และครู เมื่อมีผู้เข้าร่วมมากขึ้นโครงการนี้จึงเริ่มเข้าถึงชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างครู เด็ก ชุมชน ต่างท้องถิ่น
ผลที่ได้
1. มีการเรียนรู้จากสถานที่จริง เด็กไม่เบื่อ
2. เด็กค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง
3. เด็กเรียนรู้ร่วมกัน
4. เรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน
5. การพัฒนาทักษะความคิดวิเคราะห์ มีวิจารณญาน
6. การเรียนรู้แบบบูรณาการ ใช้ทักษะกระบวนการ
อ. กนกพร
อาจารย์ใช้วิถีบูรณาการแบบพุทธศาสนา
ไม่มีหลักเกณฑ์ เรียนรู้ด้วยตนเอง ทำงานโดยตนเอง โดยหันมองตนเองว่าใด้ถนัดอะไร ทำให้ทุกคนมีความสามารถเท่าเทียมกัน ประสบความสำเร็จ 2 ส่วน
1. กระบวนการ กระบวนการทำงานในโรงเรียนมีปัญหาอะไร ทุกคนร่วมทีมกัน มีกำลังใจซึ่งกันและกัน ทำให้ความขัดแย้งลดน้อยลง
 2. กลุ่มเป้าหมาย คือ นร. เกเร ไม่เรียบร้อย ทำโดยใช้พุทธศาสนาเข้าแทรกทำกิจกรรมโดยใช้ฐานการเรียนรู้ทางพุทธศาสนา ผลที่ได้นร.ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมโดยทีนที แต่เด็กมีพฤติกรรมดีขึ้นเรื่อยๆ นร.รู้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี ครูก็เกิดความสุข
อ. ชัยวัฒน์
การสอนให้กับนร.ต่างจังหวัดกับ นร.กทม.ต่างกัน สอนที่ ต่างจังหวัดสอนทุกแง่ทุกมุม เพราะไม่มีหนังสือ เมื่ออาจารย์ได้มาสอนในกทม. ก็ยังยึดหลักเดิม และพบว่าเด็กในกทม. สามารถเรียนรู้ได้เร็ว มีกิจกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่อาจารย์ก็ยังคงสอนในลักษณะเดิม ในตอนแรกเด็กดีใจที่อาจารย์สนใจสอน แต่เมื่อนักเรียนออกจากโรงเรียนไปกลับพบว่าความรู้ที่อาจารย์ได้ให้ไปเยอะไปสำหรับนักเรียน จากนั้นอาจารย์จึงปรับการเรียนการสอนโดยเก็บสื่อการสอนทางอินเตอร์เน็ต ให้นร.เรียนรู้ด้วยตนเอง ค้นคว้าหาข้อมูล ให้อ่านหนังสือก่อนเข้าเรียน จากนั้นให้เด็กทำโครงงานส่ง อีกทั้งได้เชิญอาจารย์จากภายนอกเข้าร่วมกิจกรรมด้วย
     ครูต้องสร้างความศรัทธาให้กับนร. เป็นตัวอย่างที่ดี ให้เด็กได้แสดงความสามารถ การแสดงออกที่เขามีทุกอย่างในตัวของเขา
ครูได้ทำการสื่อการสอนในทุกรายวิชา และมีการทำวิจัยร่วมด้วย
อ. รัตนา
ทดลองวิจัยกับนร. แบบบูรณาการบทบาทของครูเชื่อมโยงกับการบูรณาการในการสอน ประสบผลสำเร็จได้ดี เพราะนร.มีการแสดงออก
ปีที่สองมีครูเครือข่าย วิชานี้เอาวิชานั้นเข้าไปแทรก เช่น ครูวิทยาศาสตร์นำเอากลอนให้เด็กแต่ง จากนั้นปรับปรุงวิธีการเข้าสู่ขั้นที่ 2 แต่พบปัญหาคือ ครูแต่ละ รร. มีการทำงานต่างกัน จนในที่สุดพบว่าวิธีทำอยู่มันผิดทาง จึงเกิดความคิดบูรณาการ โดยทดลองให้เด็กทำแผนผังความคิด ให้นร.ทำโครงงานของเขาเอง เด็กคิดเอง โดยมีครูเป็นศูนย์กลาง
อ. ศิริพงษ์
เด็กในรร.มีไม่มาก สอนวิทยาศาสตร์โดยให้เด็กนำสมุดบันทึก อุปกรณ์เครื่องมือ ให้เด็กเดินสำรวจโรงเรียน แล้วให้เด็กตั้งทำถามหลายคำถาม แล้วมาคุยกันในวง การคุยๆ อย่างเสรีภาพ เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เสนอความคิดเห็น และหาทางแก้ไขได้อย่างเต็มที่ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือการทำอย่างไรกับมูลควาย เด็กช่วยกันแสดงความคิดเห็นและลงมือปฏิบัติในการแก้ปัญหา ผลก็คือเด็กได้คิดว่าปัญหาในชุมชนคืออะไร ศึกษามูลควายได้ว่ามีอะไรบ้าง และให้เด็กสร้างการจิตนาการออกมา เด็กจะมีอิสระในการคิดและพูด กระบวนการสร้างความรู้ มี 5 อย่าง
1. สร้างความตระหนักร่วมกัน
2. สร้างสภาวะให้เกิดการเรียนรู้
3. ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
4. เมื่อสร้างความรู้แล้วจะต้องเก็บเกี่ยวความรู้ เช่น วางแผนทางความคิด
5. นำความรู้ไปใช้
อ. กานดา
ทำงานเป็นครูมานานเกิดคำถามว่าครูอย่างเราสอนถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง เด็กได้รู้พอหรือยัง อ. ได้ลองดูกับตัวเอง โดยการกลับไปเรียนใหม่โดยการเข้าไปเรียนรู้กับประสบการณ์ ประสบการณ์แรกคือ ศึกษาจาก                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                   คุณพ่อของอ. ดูกระบวนทางความคิด การปฏิบัติของพ่อ แล้วเปรียบเทียบกับนร. แล้วลองเอาตัวเองเป็นนร. โดยเข้าไปเรียนรู้กับนร. พร้อมกัน ต่อมาจึงได้ร่วมมือกับอ.จาก ม.เชียงใหม่ สร้างเครือข่าย และให้เด็กตามไปดูด้วย และบางครั้งเด็กที่ไปด้วยกันก็เป็นครูสอนอีกที เกิดความเข้าใจนร. และนำประสบการณ์และสิ่งที่พบเห็นมา มาเป็นบทเรียนสอนนร.
อ. สิทธิพล
แรงบันดาลใจของอ. คือออดของรร. เมื่อมีเสียงออดนร.เกิดความดีใจที่หมดชั่วโมง อ.จึงนำวิธีโดยเริ่มแรกอ.ให้เด็กที่เรียนไม่เก่งเป็นพระเอก นร.เรียนเก่งเป็นผู้ช่วยพระเอก อ.เป็นผู้กำกับ เวลารวมกลุ่มของเด้กนำเด็กทั้ง 2 กลุ่มมาร่วมกัน โดยให้ความสนใจเน้นไปที่เด็กเรียนไม่เก่ง แบ่งกลุ่มกันทำงาน โดยอ.เป็นผู้กำหนดโจทย์ และให้เด็กไปศึกษาหาความรู้เอง จากนั้นให้เด็กทำงานแสดงในฟิวเจอร์บอร์ดมาแสดงให้เพื่อนดูแล้วแลกเปลี่ยนกันกับกลุ่มเพื่อน
เด็กจะรู้จักตัวเอง รู้จักคนในกลุ่ม สร้างความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกัน ทำงานเป็นทีม จากนั้นทำกิจกรรมแบบนี้กันทั้งโรงเรียน เกิดความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างชั้น

สรุปกระบวนการและข้อคิดเห็น I

ดร. สมาน
1. KM ไม่ใช่เป้าหมายแต่เป็นเครื่องมือ ทุกคนมีเป้าหมายอยู่แล้วอยู่ที่ว่าจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือ
2. เร้าพลังผู้เล่า เร้าพลังตัวเอง(ผู้ฟัง) ทุกคนต่างเรียนรู้พยายามดึงความรู้จากองค์ความรู้ และประสบการณ์ และเปลี่ยน
3. เกิดการสรุปขุมความรู้มากมาย
ทุกคนมีจุดยืนขอตัวเองใช้ KM  เป็นเครื่องมือ แสวงหาความรู้และประสบการณ์
ดร.วิโรจน์
km เป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้นร.ในห้องเรียนมีความสุข ต้องกระทำโดยยึดหลักมี 3 อย่าง
1. ทำอย่างไรให้เด็กมีความสุข
2. ความคิดของเด็กเปลี่ยน
3. การกระทำของเด็กเปลี่ยน
ทุกวันนี้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนจะเน้นให้เด็กมีความรู้ 99 % ควรที่จะทำให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยครูเป็นศูนย์กลาง กระตุ้นให้เด็กมีความสุขในการเรียน กระทรวงศึกษา ควรจะเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาเป็นการพัฒนาตัวเองโดยตัวเอง เพราะโดยส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบการศึกษาเป็นการพัฒนาตัวเองโดยผู้อื่น
KM 1. จะต้องกำหนดเป้าหมาย เป็นทิศทาง 2. จะทำอย่างไร แสดงฝีมือโดยครูผู้สอน 3. การจัดการดูแลข้อมูลในตัวเอง เด็กจะวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา 4. การจัดระบบความรู้ 5. เผยแพร่ และใช้ประโยชน์ 6. เก็บเป็นแหล่งข้อมูล 7. ประเมินผล 8. การเปลี่ยนแปลงของเด็ก
นพ.ชาตรี
ความเป็นจริงที่สัมผัสได้ โดยการใช้ my mapping ในการบักทึกเรื่องเล่า
1.ความรู้นี้ลิ้มลองได้
2.รักต้องมาก่อน
3.จากกะลาครอบเป็นกะลาหงาย
4. ฯลฯ
การจัดการความรู้เป็นสิ่งที่กำหนดได้ เกิดความสนุกสนานได้
my mapping ไม่สามารถบันทึกเรื่องราวได้ทั้งหมด แต่สามารถนำไปเล่าต่อได้
การสร้างแรงบันดาลใจโดยครู
ทั้ง 10ท่านเล่าโดยไม่เน้นเนื้อหา ทุกคนเล่าเรื่องของกระบวนการ โดยศึกษาโดยการทดลองทำก่อน จึงลงมือปฏิบัติ