อุตส่าห์ผ่านการ "ปลุกเสก" มาทั้งทีต้องเอาดีให้ได้

เป็นธรรมดา เมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ร่วมชายคามันก็ต้องมีการทำความเข้าใจกันหน่อย  เพื่อให้การอยู่ร่วมกันในอนาคตมันราบรื่น ไม่เกิดปัญหาเตียงหักรักร้าวขึ้นกลางคัน

ผมมาอยู่ที่ มอ. ปัตตานี  ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว  ระดับแรกก็ได้รับคำแนะนำการปฏิบัติตนตามบทบาทและฐานะของอาจารย์จากคณบดี และภาควิชามาระดับหนึ่งแล้ว  แต่ในระดับมหาวิทยาลัยนั้นยังไม่เคยสักที

ดังนั้นวันนี้ (22 มีนาคม  2550)  พวกเราเหล่าอาจารย์ใหม่จึงได้เข้ารับการปฐมนิเทศ ที่ มอ.หาดใหญ่ รวมถึงวันพรุ่งนี้ด้วย

เรื่องหลัก ๆ ที่พูดคุยกันวันนี้ก็เป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ความคาดหวังของสังคมที่มีต่ออาจารย์มหาวิทยาลัย  แต่ที่ผมชื่นชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นวิชา "ความเป็นครู"

ผมเรียนวิชาความเป็นครูนานมาแล้วที่คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ (สถานะขณะนั้น)  และได้รับการอบรมในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องอีกหลายครั้งเมื่อตอนเป็นครูแล้ว...แต่ถึงกระนั้น "ผมก็ไม่ได้เป็นครูที่ดีตามความคาดหวังของสังคมอยู่ดี"

รศ.ดร.ธีรพงศ์  แก่นอินทร์ แห่งคณะศึกษาศาสตร์ ได้ชี้ให้อาจารย์ใหม่ทั้งหลายได้เห็นว่า ครูนั้นควรมีจิตวิญญาณใน 3 ด้านด้วยกันคือ

  1. พฤติกรรมและคุณลักษณะ  กล่าวคือ ต้องทำหน้าที่เพื่อให้ได้คุณค่าแท้ ด้วยอิทธิบาท 4 และมีกัลยาณมิตร
  2. จิตวิญาณ  คือ มีความรัก ความปรารถนาดีต่อศิษย์ และศรัทธาในอาชีพ
  3. การพัฒนาตน คือ การหมั่นเจริญเมตตา  รักษาศีล  ฝึกจิตให้สงบ  หมั่นเจริญปัญญา ใช้ชีวิตสันโดษ  และหมั่นตรวจสอบตัวเอง

รศ.ดร.ธีรพงศ์  แก่นอินทร์ ได้ช่วยปลุกผมให้ตื่นกับบทบาทภาระหน้าที่อีกครั้ง (ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะให้พูดบ่อยขนาดนี้) วันนี้จึงตั้งใจไว้ว่า "ความเป็นครู"  ส่วนใดที่เรามีอยู่แล้วก็ต้องรักษาไว้ให้ดีงามต่อไป สิ่งใดที่มันไม่ดี ยังบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ ก็ต้องลด ละ เลิก ให้จงได้

อุตส่าห์ผ่านการ "ปลุกเสก"  มาทั้งทีต้องเอาดีให้ได้....จริงไหมครับ