สวัสดีครับ วันนี้ขอประเดิมบทความแรกใน Web Blog ของผมเลยแล้วกันนะครับ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาอันมีค่าของท่านผู้อ่าน ผมขออนุญาตเข้าเรื่องของวันนี้เลยแล้วกันนะครับ คือเรื่อง ผู้แทนการค้าไทย หรือ Thai Trade Representative – TTR คิดว่าทุกท่านคงจะคุ้นหูกันบ้างนะครับ หรือถ้าไม่คุ้นกันนักเท่าไร ผมจะขอกล่าวถึงที่มาที่ไปสั้น ๆ ดังนี้นะครับ  

แนวคิดของผู้แทนการค้าไทย ได้เริ่มขึ้นในยุคของรัฐบาลทักษิณฯ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี ในการเจรจาการค้ากับผู้แทนจากต่างประเทศหรือผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนในต่างประเทศ ให้เข้าใจข้อเท็จจริงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งให้คำแนะนำแก่หน่วยงานรัฐของไทย และเอกชนว่าปัญหาการค้าการลงทุนที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่ต้องการตกลงกันนั้นควรจะเป็นเช่นไรเป็นการเสริมช่วยส่งเสริมหน่วยงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติโดยตรงพร้อมทั้งเข้าร่วมในการวางยุทธศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง โดย Co-Partner ที่ผู้แทนการค้าไทยต้องทำงานอย่างใกล้ชิดก็คือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ โดยผู้แทนการค้าไทยนั้นต้องขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี  

ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ หรือ The Office of the United States Trade Representative – USTR ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1962 โดยมีสำนักงานอยู่ที่ Geneva และ Brussels ซึ่งผู้อำนวยการคนปัจจุบัน คือ เอกอัครราชทูตซูซาน ชว้าป (Ambassador Susan C. Schwab) โดยก่อนหน้ารับตำแหน่ง USTRท่านทูตชว้าปเคยเป็นผู้ช่วยUSTR คนก่อนซึ่งเธอรับผิดชอบงานด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับยุโรป ตะวันออกกลาง และอเมริกา นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับภารกิจต่าง ๆ ที่ต้องทำร่วมกับ WTO และความสัมพันธ์พหุภาคีต่าง ๆ แต่ที่เจ๋งสุด ๆ ในสายตาของผมคือเธอเคยเป็นอธิการบดีของ The University of MarylandSchool of Public Policyช่วงปี 1995 ถึง 2003 และยังเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือCEOของ The University System of Maryland (USM) Foundation and USM ViceChancellor for Advancement จากประสบการณ์ดังกล่าวถือได้เลยว่าไม่ธรรมดาสำหรับผู้หญิงชื่อ ซูซาน ชว้าป ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเธอผู้หญิงเก่งคนหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าท่านผู้อ่านติดตามข่าวการค้าระหว่างประเทศเป็นประจำแล้ว ย่อมได้ยินและเห็นหน้าของเธอสม่ำเสมอในการแถลงข่าวและแสดงจุดยืนการค้าของสหรัฐฯ การทำงานของ USTR นั้น ถือได้ว่ามีความคล่องตัวสูง เพราะขึ้นตรงกับประธานาธิบดีบุชโดยตรงเช่นกัน โดยการทำงานนั้น USTR ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของประเทศสหรัฐฯ ในการเจรจาการค้าทั้งในระดับโลก และภูมิภาค การสร้างข้อตกลงทางการค้า พบปะนักธุรกิจ และผู้แทนการค้าต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งการมีส่วนร่วมในการเจรจาระงับข้อพิพาททางการค้ากับรัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์การค้าของประเทศร่วมกับรัฐบาล ซึ่งถ้ามองจากพันธะกิจแล้ว USTR ถือได้ว่ามีกรอบการทำงานที่ครอบคลุมในทุก ๆ มิติของการค้าระหว่างประเทศ โดย USTR ถือได้ว่าเป็นกลจักรสำคัญในการเจรจาการค้าของสหรัฐในเวทีต่าง ๆ ทั้งกับสหภาพยุโรป และองค์การการค้าโลก โดยทุกครั้งที่มีการเจรจาการค้า USTR จะออกมาแถลงข่าว แสดงจุดยืนและท่าที ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ หรือกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ USTR ยังมีทีมเจ้าหน้าที่ประจำกว่า 200 คน ซึ่งบุคคลเหล่านั้น ถือได้ว่าเป็นมือโปรด้านการค้าระหว่างประเทศ และมีความเก๋าเกมส์ด้านการค้าเป็นอย่างมาก  

ณ จุดนี้ต้องสังเกตกันดี ๆ นะครับว่าถึงมีจะมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว USTR กับ TTR มีแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดย TTR ไม่ค่อยจะมีบทบาทมากนักในเวทีระดับประเทศ เช่นเรื่องการบังคับใช้สิทธิผลิตยา (Compulsory Licensing) ข้อพิพาทเรื่องกุ้งกับสหภาพยุโรป การชี้แจงและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง มาตรการการกันสำรอง 30%ของต่างชาติ และประเด็นการค้าระหว่างประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งจากทัศนะของผู้เขียน (ที่มีความรู้อันจำกัด) ต้องขอเรียนตามตรงว่าไม่เคยได้ยินท่านผู้แทนการค้าไทยแสดงให้ข้อคิดเห็น หรือแสดงจุดยืนต่าง ๆ ของประเทศต่อประเด็นเหล่านี้เลยครับ (ไม่รู้ว่าเวลาที่ประเทศไทยมีข้อพิพาท หรือต้องแสดงจุดยืนของประเทศเกี่ยวกับการค้าและการลงทุน TTR มัวไปทำอะไรอยู่ ได้แต่ให้โฆษกรัฐบาล ผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ ออกมารับหน้าเสื่อเพียงฝ่ายเดียว) หรืออาจจะเรียกว่า TTR ใส่เกียร์ว่างแล้วหรือ? นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว ผู้เขียนยังไม่แน่ใจว่าเงินเดือนที่ TTR ได้รับในแต่ละเดือนนั้นมีระดับขั้นเงินเดือนเท่าใดเมื่อเทียบกับข้าราชการประจำ ซึ่งแน่นอนว่าถ้า TTR เป็นเสมือนบุคคลที่ทำงานนภาคธุรกิจเอกชนคงต้องลุ้นกันระทึกทีเดียวว่าบริษัทจะต่อสัญญาให้หรือไม่ ที่สำคัญกว่านั้น TTR ซึ่งขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มีการที่เฉียบขาดในการประเมินผลการทำงานของ TTR อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถ้าจะให้ฟันธงแล้วคิดว่าถ้า TTR ถูกประเมินอยู่อย่างเป็นระยะ ๆ คงมีอายุอยู่ไม่ถึง 5 ปี อย่างแน่นอน  

ทั้งนี้ หลายฝ่ายก็ได้ออกมาให้ความเห็นว่าตำแหน่ง TTR นั้นเปรียบเสมือนตำแหน่งที่เสนอให้เป็นการตอบแทนบุญคุณ หรือให้เพราะคิดว่ากลัวว่าจะไม่มีงานทำ โดยถ้าเปรียบกับหนังจีนก็อาจจะถือได้ว่าเป็นตำแหน่งท่านอ๋อง (เจ้าสำราญ) นั่นคือ มีจวนที่ใหญ่โตโอ่อ่า พร้อมทั้งมากมายด้วยข้าทาสบริวาร อีกทั้งนางสนม และท่านอ๋องก็ไม่ต้องออกว่าราชการ แต่สิ่งเดียวที่ท่านอ๋องไม่มีก็คือ "กำลังทหาร" 

แต่สิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งก็คือ รัฐบาลฯ ปัจจุบัน มีแนวคิดที่จะยกเลิก TTR แล้ว ซึ่งได้ให้เหตุผลว่า TTR เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่มีผลงานที่โดดเด่น หรืออาจจะเรียกได้ตามสมัยนิยมในปัจจุบัน คือ ใส่เกียร์ว่างในการทำงาน ดังนั้น เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับที่ TTR ถูกปลดระวาง แต่ไม่ใช่เพราะการทำงานหนักหรือปลดเกษียณนะครับ แต่ว่าผลงานที่อยู่มา 5 ปี นั้น เรียกได้ว่าหาแทบไม่เจอ และการทำงานก็ไม่เข้าตากรรมการต่างหาก  

15 มีนาคม 2550

** หากท่านผู้อ่านมีข้อคิดเห็น หรือคำชี้แนะเพิ่มเติม ทางผู้เขียนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงในการเขียนบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ ขอขอบพระคุณ