วัดน้ำขาวใน เป็นวัดสมัยโบราณ ตั้งอยู่ในย่านชุมชนที่ไม่สู้จะหนาแน่นนัก คือตั้งอยู่ทางทิศเหนือของลำน้ำสายคลองคู ในหมู่ที่ 6 ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา แต่น่าเสียดายที่ทราบไม่ได้ว่า วัดนี้ใครเป็นผู้ริเริ่มสร้างมาก่อน และสร้างแต่เมือใด พ.ศ.ไหน ? ไม่มีบุคคลใดเล่ากันได้

เพียงแต่สันนิษฐานกันว่า สร้างขึ้นในราว ๆ พ.ศ.2357 คือสมัยรัชการที่ 2 อห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งคิดเวลาที่ล่วงแล้วได้ 148 ปี มีเจ้าอาวาสที่ล่วงลับไปแล้วราว 7 รูป และ 8 รูป คือทั้งรูปปัจจุบัน สมัยก่อน ๆ หาความเจริญเรียบร้อยมิค่อยได้เพราะเป็นวัดป่าวัดดง ย่อมขาดแคลนหลายสิ่งหลายประการ เป็นต้นว่า ทางคมนาคมไม่สดวก ประชาชนก็มีน้อย การจัดสร้างเสนาสนะก็จัดทำกันแบบชั่วคราว หลังคาก็มุงด้วยจากสิเหรงเพียง 3 - 4 ปี ก็ทรุดโทรมไป นี่เป็นสมันของเจ้าอาวาสรูปที่ 1 - 3 ซึ่งทราบชื่อมิได้ แต่เขาก็ได้ช่วยกันบำรุงรักษามาตามยุคตามสมัย ตามกำลังศรัทธาของประชาชนในสมัยนั้น ๆ ให้เจริญขึ้นคราวละเล็กคราวละน้อยเรื่อย ๆ มาเป็นลำดับ
ครั้นมาถึงสมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 คือ ท่านอาจารย์แก้ว ได้จัดสร้างโรงอุโบสถหลังแรกขึ้น ยาว 12 เมตร กว้าง 9 เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา นี่นับเป็นครั้งแรกที่กระเบื้องดินเผาได้ได้โฉมหน้าเข้าในวัดนี้ ราวปี พ.ศ.2431 ท่านองค์นี้มีความสำคัญมาก คือ ท่านได้ขยายเขตวัดมาทางทิศเหนือ เพราะเห็นว่าบริเวณที่เดิมเป็นที่ไม่เหมาะสม เพราะอยู่ชิดติดกับคลอง น้ำมักท่วมและกระแสน้ำเซาะตลิ่ง ทำให้สื่งก่อสร้างเกิดเสียหายแล้วท่านจัดวางแผนผังของวัดเสียใหม่ โดยขุดคูรอบ ๆ บริเวณ ปรากฏว่าท่านองค์นี้ได้เป็นกำลังสำคัญในการก่อสร้างเจดีย์ภูเขาธง โดยร่วมมือกับท่านอุปัชฌาย์พุธ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำขาวนอก และในสมัยเจ้าอาวาสองค์นี้เองราวปี พ.ศ.2432 ท่านได้แปลงจากคณะมหานิกายมาเป็นคณะธรรมยุตกนิกายตั้งแต่นั้นมา ต่อมาราว พ.ศ.2436 ท่านก็ถึงแก่มรณะภาพด้วยโรคชรา ส่วนอัฐิของท่านได้ใส่ขวดแก้ว นำไปฝังไว้ที่โคนต้นไทรใหญ่ แล้วเอาไม้ทำเป็นรรูปดอกบัวปักไว้ตรงนั้น นิยมกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก เดี๋ยวนี้ชาวบ้านใช้เรียกชื่อที่ตรงนั้นว่า “พ่อท่านหัวสะพาน”
ครั้นต่อมาเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 มีนามว่าอาจารย์จันทร์ ท่านองค์นี้มีความขยันขันแข็งมาก ท่านได้จัดสร้างขึ้นหลายอย่าง คือ
1. ศาลาโรงธรรม 1 หลัง ยาว 12 เมตร กว้าง 8 เมตร
2. กุฏิสองขั้น 1 หลัง ยาว 13 เมตร กว้าง 10 เมตร
3. โรงฉัน 1 หลัง ยาว 12 เมตร กว้าง 8 เมตร
ทั้ง 3 หลัง ดังกล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่หลังคามุงด้วยจากสิเหรงทั้งสิ้น <p>
เดิมท่านองค์นี้เป็นพระในคณะมหานิกาย ได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่วัดสระเกษ ( สงขลา ) แล้วท่านได้แปลงจากคณะมหานิกาย มาเป็นพระในคณะธรรมยุตกนิกาย แล้วกลับมาอยู่ที่วัดน้ำขาวใน เมื่อท่านอาจารย์แก้วมรณะภาพ ท่านก็ได้เป็นเจ้าอาวาสสืบมา ท่านสมภารองค์นี้ปกครองวัดอยู่ประมาณ 15 ปี ก็ถึงแก่มรณะภาพล่วงไป ราว พ.ศ.2451
ครั้นถึงสมัยท่านเจ้าอาวาสองค์ที่ 6 มีนามว่าท่านอาจารย์อ่ำ ท่านองค์นี้มีผู้คนนิยมนับถือมาก ท่านเป็นผู้ที่มีระเบียบเรียบร้อยตามสมณวิสัยเพศ ในด้านกิจกรรมเกี่ยวกับการบูรณะวัด
ท่านก็ได้จัดการสร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง ยาว 9 เมตร กว้าง 6 เมตร หลังคามุงด้วยจากสิเหรง
ลำดับต่อมาท่านก็ได้จัดการรื้อโรงอุโบสถหลังเก่า แล้วสร้างใหม่ขึ้นแทน โรงอุโบสถที่ท่านสร้างขึ้นใหม่นี้ มีความถาวรมั่นคงกว่าของเก่ามาก ซึ่งยังมีเห็นประจักษ์ปรากฎอยู่ทุกวันนี้ ( พ.ศ.2505 ) แต่บัดนี้มิได้ใช้ทำสังฆกิจเพราะทรุดโทรมมาก
ท่านเจ้าอาวาสองค์นี้ปกครองวัดอยู่ 8 ปี ก็ถึงแก่มรณะภาพ ราว พ.ศ.2459
ต่อมาถึงสมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 คือท่านอาจารย์แก้ว
ท่านได้สร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง ยาว 9 เมตร กว้าง 6 เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา
ท่านองค์นี้ปกครองวัดอยู่ 9 ปี สิ้นอายุเจ้าอาวาส ราว พ.ศ.2469 ภายหลังได้ลาสิกขาบท ตายจากการครองเพศบรรพชิตได้เกิดเป็นเพศฆราวาสวิสัย</p><div style="text-align: center">
</div>
ครั้นล่วงมาถึงเจ้าอาวาสองค์ที่ 8 คือ พระครูพรหมวุฒาจารย์ ซึ่งกำลังปกครองวัดอยู่ในปัจจุบันนี้ ได้จัดการพัฒนาการและปรับปรุงกิจการให้ดีขึ้น มีการเปลี่ยนฐานเดิมของวัดหลายอย่างเป้นต้นว่า
1. ได้รื้อกุฏิสองชั้นที่ท่านเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ได้สร้างไว้ แล้วจัดกานสร้างขึ้นใหม่ โดยยาว 16 เมตร กว้าง 11 เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา เสาใช้ไม้หลุมพอ หล่อปูนซิเมนต์รับ พื้นและฝาใช้ไม้กระดานแข็งแรงและทนทานกว่าของเก่ามาก
2. ได้รื้อโรงธรรมเก่า แล้วได้จัดสร้างขึ้นใหม่แทน ยาว 16 เมตร กว้าง 11 เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นใช้ไม้กระดาน เสาไม้หลุมพอ หล่อปูนซิเมนต์รับ
3. ได้คิดจัดสร้างกุฏิขึ้น 2 หลัง หลังที่ 1 ยาว 10 เมตร กว้าง 7 เมตร หลังที่ 2 ยาว 9 เมตร กว้าง 7 เมตร แต่ละหลังหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นและฝาใช้ไม้กระดาน
4. เมื่อปี พ.ศ.2494 ได้จัดการก่อสร้างโรงอุโบสถแบบถาวรขึ้น เพราะอุโบสถหลังเก่า ซึ่งเจ้าอาวาสองค์ที่ 6 ได้สร้างไว้ก่อนนั้น มีขนาดเล็กไม่สดวกแก่การทำสังฆกรรม โรงอุบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ได้ขอพระบรมราชานุญาตย้ายจากสถานที่เดิม มาทางทิศเหนือของโรงอุโบสถหลังเก่า ดังปรากฏแก่สายตาของประชาชนอยู่เดี๋ยวนี้ มีเนื้อที่กว้างยาวเข้าหลักเกณฑ์ผืนผ้า ยาว 20 เมตร กว้าง 10 เมตร ใช้คอนกรีตทั้งตัว ( เว้นแต่จันทันและระแนง )
โรงอุโบสถหลังใหม่นี้ ได้เริ่มลงมือทำการก่อสร้างเมื่อ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2494 ตรงกับวันจันทร์ แรม 8 ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ ได้ขุดร่องคูวางรากฐาน กว้าง 1 เมตร ลึก 1.5 เมตร ใช้ไม้เข็มยาว 3 เมตร ใหญ่โดยรอบ 12 นิ้ว ตอกลงไปโดยรอบ 200 ตัว โดยเฉพาะที่เสาใช้เข็มเสาละ 9 ตัว ในการก่อสร้างโรงอุโบสถได้กระทำกันเรื่อย ๆ มาจนถึงปี พ.ศ.2504 ก็เสร็จเรียบร้อย ในการก่อสร้างคราวนี้คิดเป็นเงินทั้งหมด 239,741 บาท ( สองแสนสามหมื่นเก้าพันเจ็ดร้อยสี่สิบเอ็ดบาทถ้วน ) เงินจำนวนนี้ผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันบริจาค เป็นเวลาทำการก่อสร้างอยู่ 11 ปี
ครั้นย่างเข้าปี พ.ศ.2505 ทางคณะมีความเห็นพร้อมกันว่า สมควรจะจัดงานผูกพัทธสีมา ( ฝังลูกนิมิต ) เพื่อให้เป็นหลักของพระพุทธศาสนาสืบไป จึงนัดประชุมกันกำหนดงานดังรายการต่อไปนี้
วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2505 ตรงกับขึ้น 8 ค่ำ เดือน 7 วันพฤหัสบดี ( เริ่มงาน )
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2505 ขึ้น 8 ค่ำ วันอาทิตย์ เป็นวันที่ลูกนิมิตลงหลุม พระสงฆ์ประชุมกันในโรงพระอุโบสถ สวดสมมติสนานสังวาสสีมา เป็นอันสำเร็จพิธีผูกพัทธสีมาตามพระพุทธานุญาต
ในที่สุดนี้ อาตมาอำนวยพรแด่ท่านผู้ที่รับหนังสือเล่มนี้เพื่อความเลื่อมใส ขออานุภาพคุณพระศรีรัตนตรัย อีกทั้งอานิสงส์ผลแห่งบุญกุศลที่ท่านได้บำเพ็ญแล้ว ขอจงเป็นปัจจัยมีกำลังอภิบาลท่านให้ตลอดชั่วนิรันดร์ เทอญ. <p>เรียบเรียงโดย: พระครูพรหมวุฒาจารย์
หนังสือแจก ในงานผูกพัทสีมา วัดน้ำขาวใน เมื่อ 10 มิถุนายน 2505</p>