คำพูดที่เพื่อนให้กำลังใจเมื่อหลายปีก่อน "พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว"
เมื่อยามท้อแท้อ่อนแอ - -ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
วันนี้ท้องฟ้าอาจมืดครึ้ม ฟ้าฝนไม่เป็นใจ
เดี๋ยวเย็นนี้กลับพักผ่อนให้เต็มที่
พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว...
เช้าวันใหม่ที่สดใสยังรออยู่
ทิ้งความหดหู่โหดร้าย
เราจะเริ่มใหม่พรุ่งนี้
พรุ่งนี้คือวันของเรา
"ขอให้กำลังใจกับใครคนหนึ่ง และอีกหลายๆคนผู้ที่รู้สึก เซ็ง เบื่อ ท้อ อะไรๆไม่เป็นอย่างที่คิด"
น้องพิชชา
ยืมเค้ามา ส่งมาให้เป็นกำลังใจค่ะ
กำลังใจเล็กๆ...
จะเป็นกำลังใจให้ยามท้อ
จะเฝ้ารอวันนั้นได้มาถึง
วันที่เธอลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง
วันที่เธอเดินไปถึงซึ่งปลายทาง
อาจมีบ้างบางครั้งที่ใจเหงา
อาจไร้ใครเข้าใจในบางครั้ง
อาจพ่ายแพ้ล้มเหลวใจหลงทาง
อาจอ้างว้างทุกอย่างจะผ่านไป
วันเวลาปวดร้าวอาจยาวนาน
สุขสำราญคล้ายสั้นจนหวั่นไหว
แม้ความมืดจะยาวนานสักเพียงใด
แต่สุดท้ายแสงสว่างจะกรายมา
ชีวิต............มีไว้ให้เรียนรู้
ศัตรู.............มีไว้ให้แกร่งกล้า
บททดสอบ......มีไว้ประเทืองปัญญา
ปัญหา.............มีไว้ให้เผชิญ
ชีวิต ต้องก้าวไปข้างหน้า
ถึงหน้าผา ต้องหยุดคิด
พี่
คนบ้านเดียวกัน
ประทับใจมากค่ะ
ท่านผู้ไม่แสดงตนคะ
พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว ...แล้ว ถ้าคิดอีกแบบว่าวันนี้ต้องทำสิ่งที่ดีให้ได้ เผื่อพรุ่งนี้ไม่มีโอกาสทำ หรือถ้าเป็นอาการที่ไม่สมหวัง .... ไม่มีจิตใจทำอะไร เบื่อ...ควรจะเป็นบุคคลที่น่าสนใจที่สุด
ในพุทธกาล พระยสะ กุลบุตร เดินบ่นว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" เดินไปในความมืดเรื่อย ๆ จนถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่พระพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ" พระยสะ ท่านได้สนทนาธรรม ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า กลายเป็นพระอรหันต์
พระพุทธเจ้าต้องการจะหาคนประเภทนี้มากที่สุด ในพุทธประวัติจะสังเกตเห็นว่า บุคคลกลุ่มเดียวที่พระพุทธเจ้าไม่ต้องสอดส่องธรรมเพื่อหา คือพระยสะกับเพื่อน ส่วนพระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตรได้รับการแนะนำมาอีกต่อจากพระอัสสะชิ
ทำไม? จึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า คนเรา ที่รู้สึกชอบเป็น(อิธฐารมณ์) ไม่รู้สึกชอบเป็น (อนิธฐารมณ์) เป็นบุคคลที่รู้จักชีวิตในอีกมุมมองหนึ่ง เป็นการเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า อนัตตา เพราะว่าการที่ไม่สมหวัง ไม่สมใจ ไม่ได้อะไรตามที่ต้องการ เป็นการรับรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเราควบคุมมันไม่ได้ มีแต่จิตเราดวงเดียวที่ควบคุมได้ เขาเหล่านั้นมีอินทรีย์แก่กล้าพอที่รับรู้ธรรมจากพระพุทธเจ้า
เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนแต่เรื่อง การหลุดพ้นจากว้ฎฎะสังสาร (การเวียนว่ายตายเกิดในภพในชาติ) ซึ่งต่างจากลัทธิมากมายในสมัยนั้นที่ล้วนแต่สอนเรื่องตายแล้วไม่สูญ
การคิดว่า"พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว" เป็นการคิดแบบตามไม่สูญ แต่ถ้าคิดแบบตายแล้วสูญ "กว่าจะถึงพรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว " เหมือน ครูจูหลิง ก็ได้
ความรักและความปรารถนาดี
หากคนเรายังมีให้แก่กัน
โลกใบนี้ก็ยังน่าอยู่เสมอค่ะ
คุณสมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล
ขอบคุณมากๆค่ะ ธรรมะช่วยเราได้