พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว ...แล้ว ถ้าคิดอีกแบบว่าวันนี้ต้องทำสิ่งที่ดีให้ได้ เผื่อพรุ่งนี้ไม่มีโอกาสทำ หรือถ้าเป็นอาการที่ไม่สมหวัง .... ไม่มีจิตใจทำอะไร เบื่อ...ควรจะเป็นบุคคลที่น่าสนใจที่สุด
ในพุทธกาล พระยสะ กุลบุตร เดินบ่นว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" เดินไปในความมืดเรื่อย ๆ จนถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่พระพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ" พระยสะ ท่านได้สนทนาธรรม ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า กลายเป็นพระอรหันต์
พระพุทธเจ้าต้องการจะหาคนประเภทนี้มากที่สุด ในพุทธประวัติจะสังเกตเห็นว่า บุคคลกลุ่มเดียวที่พระพุทธเจ้าไม่ต้องสอดส่องธรรมเพื่อหา คือพระยสะกับเพื่อน ส่วนพระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตรได้รับการแนะนำมาอีกต่อจากพระอัสสะชิ
ทำไม? จึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า คนเรา ที่รู้สึกชอบเป็น(อิธฐารมณ์) ไม่รู้สึกชอบเป็น (อนิธฐารมณ์) เป็นบุคคลที่รู้จักชีวิตในอีกมุมมองหนึ่ง เป็นการเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า อนัตตา เพราะว่าการที่ไม่สมหวัง ไม่สมใจ ไม่ได้อะไรตามที่ต้องการ เป็นการรับรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเราควบคุมมันไม่ได้ มีแต่จิตเราดวงเดียวที่ควบคุมได้ เขาเหล่านั้นมีอินทรีย์แก่กล้าพอที่รับรู้ธรรมจากพระพุทธเจ้า
เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนแต่เรื่อง การหลุดพ้นจากว้ฎฎะสังสาร (การเวียนว่ายตายเกิดในภพในชาติ) ซึ่งต่างจากลัทธิมากมายในสมัยนั้นที่ล้วนแต่สอนเรื่องตายแล้วไม่สูญ
การคิดว่า"พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว" เป็นการคิดแบบตามไม่สูญ แต่ถ้าคิดแบบตายแล้วสูญ "กว่าจะถึงพรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว " เหมือน ครูจูหลิง ก็ได้