บทปฏิบัติการที่ 3
เทคนิคปลอดเชื้อ
(Aseptic
Techniques)
ทุกหนทุกแห่งย่อมมีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะปฏิบัติการ มือของผู้ทดลอง
เครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลอง อากาศรอบ ๆ
ห้องปฏิบัติการ
ดังนั้นนักจุลชีววิทยาจึงมีความจำเป็นต้องทราบเทคนิคการถ่ายเชื้อจุลินทรีย์ด้วยวิธีปลอดเชื้อ
เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ทดลองไม่ปนเปื้อนด้วยเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นที่ไม่ต้องการระหว่างการทำงาน
เทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic Technique)
เป็นเทคนิคที่ป้องกันไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นที่ไม่ต้องการปนเปื้อนลงไปในเชื้อจุลินทรีย์ที่กำลังทำการทดลองอยู่
นอกจากนั้นยังป้องกันไม่ให้เชื้อ
จุลินทรีย์ที่กำลังทำการทดลองอยู่ออกมายังสิ่งแวดล้อม
ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ทดลองหรือผู้อื่นได้
ทำอย่างไรจึงจะสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ทดลองมีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นและขณะเดียวกันเชื้อจุลินทรีย์ที่ทดลองไม่แพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม
ขอให้ยึดกฎทั่วไปสำหรับเทคนิคปลอดเชื้อดังนี้
1.
ก่อนทำการทดลอง·
สวมเสื้อทดลองให้เรียบร้อย
ผมต้องไม่รุงรัง·
เอาของทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทดลองออกไปจากโต๊ะปฏิบัติการ·
ล้างมือให้สะอาด·
เช็ดโต๊ะปฏิบัติการด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
2.
หลังทำการทดลอง·
ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บนเครื่องใช้ทุกครั้งที่ใช้งานแล้ว·
เช็ดโต๊ะปฏิบัติการด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
·
ถอดเสื้อทดลองออก
·
ล้างมือให้สะอาด
3.
ขณะทำการทดลองเมื่อปากหลอดที่มีเชื้อจุลินทรีย์เปิดออก
ต้องปฏิบัติดังนี้
·
ต้องทำการทดลองใกล้เปลวไฟเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นปนเปื้อนลงไปและป้องกันไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ทดลองหลุดออกไปอยู่ตามสิ่งแวดล้อม
·
ต้องไม่พูดคุยกัน
·
ต้องไม่วางฝาหลอดทดลองหรือจุกสำลีไว้บนโต๊ะ
·
ทำงานอย่างรวดเร็ว
วัตถุประสงค์
เพื่อรู้จักเทคนิคการเทอาหาร การถ่ายเชื้อจุลินทรีย์จากหลอดหนึ่งไปยังอีกหลอดหนึ่งด้วยวิธีปลอดเชื้อ
การทดลองที่ 1 การฝึกเทคนิคเทอาหารเลี้ยงเชื้อลงในจาน (petri dish) ด้วยวิธีปลอดเชื้อ
(Aseptically dispensing agar into petri
dishes) (คลิกดู
slides)
การศึกษาลักษณะรูปร่างของโคโลนีหรือเซลล์ของแบคทีเรีย
(cell or colony morphology)
หรือต้องการนับจำนวนโคโลนีของแบคทีเรียนั้น
ต้องมีการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียบนอาหารแข็ง (solid medium)
ที่อยู่ในจานอาหาร (petri dishes)
ดังนั้นอาหารที่อยู่ในจานควรเป็นอาหารที่ปลอดจากเชื้อชนิดอื่น
เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมามีการเจริญกลบทับเชื้อจุลินทรีย์ที่ต้องการเพาะเลี้ยงการเทอาหารที่แข็งที่อยู่ในขวดผ่านการฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นำออกจากเครื่อง
autoclave
แช่ขวดอาหารในอ่างน้ำควบคุมอุณหภูมิ (water bath)
ที่มีอุณหภูมิ 50°C
เป็นการป้องกันไม่ให้อาหารแข็งตัว
เนื่องจากอาหารแข็งมีวุ้นเป็นองค์ประกอบจะเริ่มแข็งตัวที่อุณหภูมิประมาณ
40°C
ถ้าอาหารในขวดผ่านการฆ่าเชื้อและเก็บไว้เป็นเวลาหลายวัน
เมื่อจะนำมาเทลงในจานให้นำขวดอาหารมาแช่ในอ่างน้ำเดือดเพื่อให้อาหารหลอมเหลว
เมื่อต้มจนแน่ใจว่าวุ้นหลอมเหลวหมดแล้ว
จึงค่อยนำมาแช่ในอ่างน้ำควบคุมอุณหภูมิที่มีอุณหภูมิ
50°C
ต่อไป
อุณหภูมิของอาหารที่เหมาะสมที่จะเทลงในจานคือประมาณ
45°C
(มือเปล่าสามารถจับขวดได้
ห้ามใช้ผ้าหรือกระดาษห่อขวดระหว่างเท
จะเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนได้ง่ายระหว่างการเท)
การเทอาหารที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 50 °C
จะทำให้เกิดหยดน้ำบนฝาจานเป็นจำนวนมากจนไหลนองบนผิวอาหาร
ผิวหน้าอาหารแห้งยาก
เมื่อนำมาเพาะเชื้อจุลินทรีย์จะไม่ได้โคโลนีเดี่ยวๆ
ทำให้ไม่สามารถได้เชื้อบริสุทธิ์
การเทอาหารที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 45°C
ทำให้อาหารเริ่มแข็งตัว
มีก้อนวุ้นเกิดเป็นหย่อมๆ ไม่สามารถเทได้
อุปกรณ์
1.
ขวดเปล่า
1
ใบ
(ไม่ต้องฆ่าเชื้อจุลินทรีย์)
2.
จานเปล่า
(petri
dish) 4ใบ
(ไม่ต้องฆ่าเชื้อจุลินทรีย์)
3.
ตะเกียง
4.
อาหาร
NA
ที่ผ่านการฆ่าเชื้อบรรจุในขวด 1
ขวด
5.
จานเปล่าผ่านการฆ่าเชื้อ
4
ใบ6.
ตะเกียง
วิธีการ
1.
เช็ดโต๊ะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
2.
นำขวดใส่น้ำประปาและปิดฝา
3.
นำจานมาวางใกล้ตะเกียงและจุดไฟ
4.
ฝึกการเทน้ำใส่จานด้วยเทคนิคปลอดเชื้อโดยมีขั้นตอนดังนี้
4.1
เปิดฝาขวดและลนไฟที่ปากขวด
อีกมือหนึ่งเปิดฝาแง้มไว้
ขณะเดียวกันค่อยๆเทน้ำลงไปในจาน
ฝึกเทน้ำให้ไหลไปในจานโดยที่ไม่ไหลไปตามข้างขวด
จะเป็นสาเหตุให้มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์จากข้างขวดลงไปในจานอาหารได้
ระหว่างเทน้ำลงไปในจานปากขวดต้องไม่สัมผัสกับสิ่งใดๆ
4.2
เมื่อเทจนน้ำไหลไปใกล้จะเต็มพื้นที่ก้นจาน
ให้หยุดเท (การเทเช่นนี้จะได้ปริมาณอาหารในจานประมาณ
15-20 มล.)
4.3
ฝึกการหมุนจานเพื่อช่วยให้อาหารไหลไปจนเต็มพื้นที่ก้นจาน
ต้องฝึกหมุนโดยไม่ให้น้ำกระเด็นเปื้อนฝาจาน
หรือหกออกนอกจาน
ขณะที่หมุนจานนั้นปากขวดจะถูกจ่อใกล้ๆไฟ
เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์จากอากาศลงไปในขวด
4.4
หยิบจานเปล่าอีกใบซ้อนบนจานที่เพิ่งเทน้ำ
แล้วเทน้ำลงไป ทำเช่นเดียวกับข้อ
4.1-4.4
ทำจนครบทั้ง 4 ใบ
4.5
ให้นักศึกษาหมุนเวียนกันฝึก
โดยผลัดกันทำ
และช่วยกันดูความผิดพลาดของแต่ละคน
เมื่อฝึกจนชำนาญแล้ว
จึงปฏิบัติจริงด้วยอาหารและจานที่ปลอดเชื้อจุลินทรีย์ในการทดลองข้อที่
55
ให้เทอาหาร
NA
ลงในจาน โดยมีขั้นตอนเช่นเดียวกับข้อ 4.1-4.4
6
เลื่อนจานทั้งแถวเบาๆออกไปไว้ข้างๆโต๊ะ
อย่าให้อาหารกระเด็นมาบนฝาจานหรือหกออกนอกจาน
จะเป็นเหตุให้ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์จากภายนอกได้ง่าย
ขณะที่วุ้นกำลังแข็งตัวต้องระมัดระวังไม่ให้กระเทือนเพราะจะทำให้ผิวหน้าอาหารไม่เรียบ7
ทิ้งไว้จนอาหารแข็งตัว
คว่ำจาน แล้วนำไปใส่ในตู้อบ 35-37
°C
ค้างคืนเพื่อทำให้ผิวหน้าแห้ง
วันรุ่งขึ้นให้ตรวจดูอาหารในจานว่าเป็นอย่างไร
การทดลองที่
2
การฝึกเทคนิคการถ่ายเชื้อจุลินทรีย์จากหลอดหนึ่งไปยังอีกหลอดหนึ่งด้วย
loop และ needle (Aseptic tube
Transfer) (คลิกดู
slide)
(คลิกดู
video)
อุปกรณ์
1.
หลอดทดสอบพร้อมจุก
ไม่ต้องผ่านการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
2.
loop
3.
Rack
ใส่หลอดทดสอบ
4.
Serratia
marcescens อายุ
18 – 24 ชั่วโมง บน NA slant
5.
Nutrient agar slant
3 หลอด (ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว)
6.
เชื้อรา
Aspergillus
sp.
7.
PDA
slant 2 หลอด8.
Needle
ซึ่งปลายเข็มงอเป็นรูปตัว L
วิธีการ
ให้นักศึกษาฝึกเทคนิคถ่ายเชื้อจุลินทรีย์จากหลอดทดลองหลอดหนึ่งลงสู่อีกหลอดหนึ่งด้วยวิธีปลอดเชื้อ
1.
นำหลอดทดสอบ
2
หลอด ไปเติมน้ำประปาและปิดจุก
หลอดหนึ่งเขียนข้างหลอดว่า A อีกหลอด
B
2.
ให้ลองฝึกเทคนิคการถ่ายเชื้อจุลินทรีย์จากหลอด
A
ไปยังหลอด B ด้วย
loop
ให้ทำดังต่อไปนี้
- เผา
loop บริเวณลวดนิโครมจนร้อนแดง
- ถือ
loop ไว้รอจนกระทั่งเย็น (ระหว่างรอให้
loop เย็น ต้องระวังไม่ให้ loop
แตะสิ่งใดๆ
จะทำให้เชื้อจุลินทรีย์กลับปนเปื้อนบน loop
อีก)
-
เมื่อ loop เย็นแล้ว
ให้ใช้มืออีกข้างหยิบหลอดทดสอบ A ออกจาก
Rack
-
ใช้นิ้วก้อยและอุ้งมือที่จับ loop
เปิดฝาหลอดทดสอบ
โดยระหว่างเปิดฝาหลอด
ปากของฝาหลอดต้องไม่สัมผัสอุ้งมือ
ให้ปากของฝายื่นออกจากอุ้งมือดังแสดงในภาพ
-
ลนปากหลอดทดสอบ A
-
นำหลอดทดสอบ A ออกจากเปลวไฟ แต่ยังคงอยู่ใกล้ ๆ
ตะเกียง แล้วใช้ loop
จุ่มลง
ไปในของเหลวที่อยู่ในหลอด A
- นำ
loop ออกจากหลอด
ของเหลวจะติดเป็นฟิล์มเต็ม loop
-
ลนไฟปากหลอดทดสอบ A แล้วปิดฝา
-
มือข้างที่ไม่ได้ถือ loop หยิบหลอดทดสอบ B
ออกจาก Rack
-
ใช้นิ้วก้อยและอุ้งมือของมือที่จับ loop
เปิดฝาหลอดทดสอบ โดยระหว่างเปิดฝาหลอด
ปากของฝาหลอดทดสอบต้องไม่สัมผัสกับอุ้งมือเช่นเดียวกัน
-
ลนปากหลอดทดสอบ B
-
นำหลอดทดสอบ B ออกจากเปลวไฟ แต่ยังคงอยู่ใกล้ ๆ
กับตะเกียง แล้วใช้ loop
ที่มี
ฟิล์มเชื้อติดอยู่แล้วจุ่มลงไปในหลอดทดสอบ B
แล้วเอา loop ออกจากหลอดทดสอบ
-
ลนไฟปากหลอดทดสอบ B แล้วปิดฝา
- เผา
loop จนร้อนแดงเพื่อกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ที่ติดมากับ
loop
ให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติทุกคน
โดยผลัดกันปฏิบัติและผลัดกันตรวจสอบดูความถูกต้องของเทคนิค
ให้ฝึกจนมีความชำนาญ ถูกต้องและรวดเร็ว
แล้วจึงค่อยทำการทดลองจริงในข้อ 3
ต่อไป
3.
ให้ถ่ายเชื้อ
Serratia
marcescens ลงไปบน
Nutrient agar slant ตามเทคนิคที่ได้ฝึกมา
ในข้อ 1 และ 2
4.
ต้องระมัดระวังไม่ขูดเชื้อจนผิววุ้นกระจาย
ให้ใช้ loop
แตะเชื้อเพียงเล็กน้อย และเวลาถ่ายเชื้อลงบน NA slant
อีกหลอด ให้ใช้วิธี streak
คือ ขีด loop
เบาๆไปบนผิวหน้าของอาหารเป็นรูปฟันปลา
5. บ่มหลอดทดสอบที่ถ่ายเชื้อแล้วที่ 35 – 37 oC ประมาณ 18 –24 ชั่วโมง6. ตรวจดูลักษณะเชื้อจุลินทรีย์บนผิวหน้า slant เชื้อ Serratia marcescens เป็นเชื้อ จุลินทรีย์ที่สร้างเม็ดสี (pigment) มีสีแดง ทำให้ช่วยสังเกตได้ง่ายว่าเทคนิคการถ่ายเชื้อดีพอหรือไม่ โดยดูจากลักษณะรูปร่างของโคโลนีบน slant ว่ามีสีแดงเหมือนกันทั้งหมดทั้งผิวหน้าหรือไม่ ถ้าเทคนิคดีลักษณะรูปร่างเชื้อเป็นอย่างไร
5. บ่มหลอดทดสอบที่ถ่ายเชื้อแล้วที่ 35 – 37 oC ประมาณ 18 –24 ชั่วโมง6. ตรวจดูลักษณะเชื้อจุลินทรีย์บนผิวหน้า slant เชื้อ Serratia marcescens เป็นเชื้อ จุลินทรีย์ที่สร้างเม็ดสี (pigment) มีสีแดง ทำให้ช่วยสังเกตได้ง่ายว่าเทคนิคการถ่ายเชื้อดีพอหรือไม่ โดยดูจากลักษณะรูปร่างของโคโลนีบน slant ว่ามีสีแดงเหมือนกันทั้งหมดทั้งผิวหน้าหรือไม่ ถ้าเทคนิคดีลักษณะรูปร่างเชื้อเป็นอย่างไร
7.
ให้นักศึกษาถ่ายเชื้อ
Aspergillus
sp. ลงไปใน
PDA
slant ตามวิธีที่ฝึกมาในการเขี่ยเชื้อราต่างกับเชื้อแบคทีเรีย
needle
ที่ใช้จะเป็น needle ปลายเข็มงอเป็นรูปตัว
L
เวลาเขี่ยเชื้อให้ใช้เข็มตัดเอาวุ้นตรงบริเวณที่มีเส้นใยราออกมา
ใช้ปลายเข็มปักก้อนวุ้นนั้น แล้วจึงค่อยนำออกมาจากหลอด
เมื่อจะถ่ายเชื้อราที่อยู่บนก้อนวุ้นใส่ใน
slant
ให้วางก้อนวุ้นนั้นบนผิวของอาหารโดยไม่ต้อง
streak8.
บ่มเชื้อที่อุณหภูมิ
35 – 37
oC เป็นเวลา 7
วัน9.
เมื่อครบกำหนด
ตรวจสอบดูเทคนิคการถ่ายเชื้อรา
ถ้าเทคนิคปลอดเชื้อดี
ลักษณะเส้นใยและสปอร์บนผิว slant
จะเหมือนกันหมด
การทดลองที่
3
การฝึกเทคนิคการใช้ Serological pipette
ด้วยวิธีปลอดเชื้อ (Aseptic
transfer technique by Serological pipette) (คลิกดู
slide)
งานด้านจุลชีววิทยาต้องใช้
Serological pipette
เพื่อดูดสารละลายหรือเชื้อจุลินทรีย์ในอาหารเหลวด้วยปริมาตรที่ต้องการแบบปลอดเชื้อ
ดังนั้นนักจุลชีววิทยาจึงต้องเรียนรู้เทคนิคการใช้ Serological
pipette ด้วยวิธีปลอดเชื้อ
โดยเรียนรู้ตั้งแต่ขนาดของ Serological pipette
และการเลือกใช้ขนาดของ Serological pipette
ให้เหมาะสมกับปริมาตรที่ต้องการดูด
ศึกษาเครื่องช่วยดูด pipette
วิธีการจับหลอด การเปิดปิดหลอดขณะดูดถ่ายเชื้อจุลินทรีย์
หรือสารละลายด้วย Serological pipette
ขนาดของ Serological pipette
ที่ใช้ประจำในงานจุลชีววิทยาคือ 1 มล.
และ 10 มล.
ถ้า pipette
ผลิตจากบริษัทเดียวกันแถบสีตรงบริเวณปลายที่ใช้ดูดจะมีสีต่างกัน
เพื่อให้เห็นความแตกต่างของปริมาตร pipette
ได้ง่ายขึ้นขณะใช้งาน
pipette ขนาด 1 มล.
จะมีข้อความ “1 in 1/100 ml” ตรงปลายที่ใช้ปากดูด
หมายถึง pipette 1 มล.
ถูกแบ่งเป็นช่องเล็กสุดแต่ละช่องมีปริมาตร 0.01
มล. (1/100 มล.)
หรือหนึ่งช่องใหญ่
(สังเกตดูขีดยาวที่มีตัวเลขกำกับ)
จะเท่ากับ 0.1 มล.
Pipette ขนาด 10 มล.
จะมีข้อความ “10 in 1/10 ml” ตรงปลายปากที่ใช้ดูด
หมายถึง pipette 10 มล.
ถูกแบ่งเป็นช่องเล็กสุดแต่ละช่องมีปริมาตร 0.1
มล. (1/10 มล.)
เครื่องหมายบน pipette ที่ต้องทราบอีกอย่างคือ
วงแหวน
ถ้ามีวงแหวนที่ปลายบริเวณปากดูดแสดงว่าเป็น pipette
ชนิดที่ต้องเป่า (blow-out pipette)
คือไม่ว่าจะเป็น pipette ชนิด 1
มล. หรือ 10
มล.
ถ้าต้องการดูดสารละลาย 1 มล.
ด้วย pipette ชนิด 1 มล.
หรือต้องการ 10 มล. ด้วย
pipette ชนิด 10
มล.
เมื่อปล่อยสารละลายออกแล้วต้องเป่าให้สารละลายที่ค้างที่ปลาย
pipette ออกไปด้วยจึงจะได้ปริมาณที่ถูกต้อง
แต่ถ้าที่ปลายบริเวณปากดูดไม่มีวงแหวนแสดงว่า pipette
ประเภทนั้นตรงปลาย pipette
ด้านที่ปล่อยสารจะไม่ได้แบ่งปริมาตรไว้
ดังนั้นเมื่อปล่อยสารออกไปจึงไม่มีปัญหาเรื่องสารค้างที่ปลาย
pipette จึงไม่ต้องเป่า
(ดูรูปประกอบ)
การเลือกขนาดของปิเปตให้เหมาะสมกับปริมาตรที่ต้องการดูดเป็นสิ่งสำคัญ
ปริมาตรที่ต้องการดูดได้น้อยที่สุดจะเท่ากับ 1 ใน
10 ของปริมาตรทั้งหมดของปิเปต จึงจะมีความแม่นยำ เช่น
ต้องการดูดสาร 0.1 มล. ต้องใช้ปิเปต
ขนาด 1 มล.
หากใช้ 10 มล. ดูดสารเพียง
0.1 มล. ปริมาณสารที่ต้องการดูดน้อยกว่า 1
ใน 10
ของปริมาตรทั้งหมดของปิเปต
ทำให้มีความละเอียดไม่เพียงพอ
pipette ที่จะใช้ในงานจุลชีววิทยาต้องผ่านการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
โดยการนำ pipette บรรจุลงในกระป๋อง ปิดฝา
แล้วนำไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ใน Hot air oven
ที่อุณหภูมิ 180 oC 2
ชม. เมื่อจะใช้
pipette ให้ลนไฟที่ปากกระป่อง
เปิดออกแล้ววางบนโต๊ะ
โดยให้ปากกระป๋องยื่นออกจากขอบโต๊ะ และฝากระป๋องให้วางข้าง ๆ
กระป๋องดังภาพ ควรจัดให้ pipette
ในกระป๋องมีปลายที่ใช้ปากดูดอยู่ในระดับต่าง ๆ
กัน โดยใช้ฝากระป๋องครอบ pipette
หลวม ๆ แล้วกระแทกเบา ๆ การที่ปลาย
pipette มีระดับต่าง ๆ กัน
ทำให้มือไม่สัมผัสถูก pipette
อันอื่นๆซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์จากมือลงไปยัง
pipette อันอื่นๆ
มือต้องจับตรงปลายด้านที่ใช้ปากดูด
ส่วนบริเวณปลายอีกด้านต้องระมัดระวังไม่ให้สัมผัสกับสิ่งใดๆ
เพราะจะทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์จากสิ่งที่ pipette
สัมผัส เมื่อ pipette
มีการสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ให้เปลี่ยน
pipette ทันที pipette
ที่ผ่านการดูดเชื้อจุลินทรีย์ให้วางในราง pipette
ที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์กระจายไปในสิ่งแวดล้อม<span
style="font-size: 16pt; fon