| Date: | 2006-05-01 23:47 |
| Subject: | being receptive vs. accepting |
| Security: | Public |
| Mood: | content |
เมื่อวานไป meditation retreat กับ Ajahn Thiradhammo
อ. อธิบายเรื่องนึงที่หลายๆคนงงกับพุทธศาสนา และ การนั่งสมาธิแบบ insight meditation
---------------------------------------------
อ.บอกว่าเวลานั่งสมาธิ ถ้าใจมันวอกแวก หรือ มีความรู้สึกไม่ดีได้ๆเกิดขึ้นมา
ไม่ต้องไปพยายามกำจัดมัน ยิ่งไปพยายาม control จะยิ่ง tense instead, ให้รับรู้ไว้ว่าไอ้ความคิด ความรู้สึกพวกนั้นมันเกิดขึ้นมา
ถ้าไปพยายามปัดๆมันให้ออกไปหายไป ก็เหมือนเป็นแค่กลบหรือ suppress มันไว้
เดี๋ยวมันก็มาอีก
อ. บอกว่า ทางที่ดีกว่าคือ be aware of those thoughts and feelings ถ้าโกรธก็ see it for "what it is"
come closer to it so that we will have a clear view of what it is (and what we are) not just having the impression of it. Investigate. Look for the causes and conditions. This is a step toward resolution on how to deal with it.
อันนี้คือคำสอนทั่วไป ได้ยินได้อ่านกันมาบ่อยแล้ว แต่ที่ชอบอ.พูดเมื่อวานคือ
อ.เน้นว่า being receptive ต่างจาก just accepting นะ
จุดสำคัญคือคำว่า การยอมรับรู้ ไม่พยายามกำจัดมันดื้อๆนี้
คือ being receptive ถ้าใช้คำว่า accepting อาจจะงง
เพราะว่า accepting may lead to giving up or giving in.
Being receptive is more of being open to it, being more friendly to it.
[Receptive (adj) รับได้, เปิดกว้าง, สามารถรับได้ดี, เต็มใจรับ]
[Accept (v.) "ยอม"รับ]
---------------------------------------------
เหมือนกับกรณีที่หลายคนเห็นว่าศาสนาพุทธ passive อะไรๆก็ให้ปลง
อ.ตอบได้ชัดว่าการนั่งสมาธิคือการทำให้ใจเราเงีบยขึ้น เมื่อเงียบขึ้นก็จะรู้ตัวมากขึ้นว่า
what's going on with our body-mind.
ไม่เป็นแค่ automatic reactive syndrome เหมือนคนทั่วๆไปที่ไม่ mindful
ทำอะไรๆจาก reflex ไม่ได้คิดให้ทั่ว
เมื่อเรา investigate whatever goes on แล้วเนี่ยะ
ก็จะมีปัญญาเพื่อให้ตัดสินใจได้ว่า อะไรควรสู้ อะไรควร"ยอม"
ศาสนาพุทธไม่ได้บอกแต่ให้ปลงตลอด หลายๆอย่างปลงเพราะมันมีเหตุปัจจัยให้เห็นว่าน่าปลง
เห็นว่ามันเป็นแค่ delusion
บางอย่างพอดูดีๆ ดูทั่วๆ เห็นแล้วว่าควรทำอะไรกับมันก็ให้ proact (ไม่ใช่ react)ให้ตรงจุด
content