หลวงพ่อจรัล แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี เป็นตัวอย่างของพระปฏิบัติ ที่นั่นจะสร้างโรงอาหารไว้ ใครไปที่วัดนี้ หลวงพ่อจะบอกให้ไปทานอาหารก่อน เมื่อได้ทานแล้วคนที่ไปปฏิบัติธรรมหรือไปด้วยกิจอย่างอื่นๆ ก็อยากจะบริจาค แต่หาตู้บริจาคไม่ค่อยพบ

     หลวงพ่อบอกว่า ทานคือการให้นี้ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ เช่น ที่โรงอาหารนี้ไม่เคยขาดแคลน มีคนบริจาคอาหารแห้งมามากจนต้องขอฝากเขาไว้ก่อน

      การเขียนบันทึกลงบล็อกนี่ก็เป็นการให้ทาน เป็นการให้อย่างหนึ่งเรียกว่า "วิทยาทาน" คือ การให้ความรู้ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ คือ เรายิ่งเขียนก็ยิ่งมีความรู้ (บางเรื่องก็ต้องไปค้นคว้า บางเรื่องก็เป็นความรู้เกี่ยวกับระบบ) แล้วมีเรื่องที่จะเขียนได้ทุกวันไม่รู้จักหมด แล้วยังได้ไปสอนคนอื่นด้วย เวลาไปปรากฏตัว คนที่อ่านบันทึกของเราและชอบก็จะได้รับความชื่นชมและความเป็นมิตรไมตรี ถ้าไปที่ไหนก็ได้รับการต้อนรับ

      ท่านอาจารย์วิบูลย์ท่านก็เป็นบุคคลที่ให้ ยิ่งให้ก็ดูเหมือนจะมีความสุข เมื่อวานผมไปอยู่กันท่านทั้งวัน ก็ไม่เห็นเครียดเลย (ทั้งๆที่น่าจะเครียด) แต่เดิมผมเห็นว่าอาจารย์เป็นคนทำงานจริงจัง งานบางอย่างมันทำให้ดูเครียด แต่เดี๋ยวนี้ดูไม่ค่อยเครียดเพราะว่าเริ่มปล่อยวางได้ จึงให้ทำงานอย่างมีความสุขขึ้น เพราะงานที่ทำไป ก็ทำเพื่อคนอื่น (รวมทั้งตัวเองดัวย) เมื่อให้คนอื่นด้วยการทำงานให้แล้ว ก็เลยได้รับความสุขจากการทำงานมาแทน นี่แหละครับที่ผมว่ายิ่งให้ก็ยิ่งได้...

     มีอีกตัวอย่างหนึ่งคือ ผมสร้างอาคารบรรจุน้ำผึ้ง (คนอื่นสร้างผมจ่ายสตางค์) ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง แสดงให้เขาเห็น และพอเขาเริ่มศรัทธา เขาก็จะเริ่มให้ผม เช่น ให้น้ำผึ้งผมเพื่อเอาไว้จำหน่ายหาเงินมาสร้างอาคารให้สำเร็จโดยเร็ว เป็นต้น ยิ่งผมให้เขา ก็เริ่มได้น้ำใจจากเขา ได้น้ำใจผู้คน (เป็นเล่าปี่ในสามก๊ก)  เวลาทำงานที่ต้องใช้คน ช่วยคนละนิดคนละหน่อยกิจการมันก็จะสำเร็จ (การทำงานต้องมีแผนกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ คำว่า "กลยุทธ์"นี่ ตามความเข้าใจของผมผิดหรือถูกไม่ทราบ ผมคิดว่าน่าจะใช้ในภาษาวรรณกรรมทางการทหารที่มีอิทธิพลมาจากจีน มีกลอุบายต่างๆ และต่อมาก็นำมาใช้ในเรื่องค้าขาย ส่วนคำว่า "ยุทธศาสตร์" นี้ใช้ในการทหารสมัยใหม่ และน่าจะนำมาใช้ในธุรกิจในเรื่องการวางแผน)