ตอนที่เพิ่งรู้จัก KM ใหม่ๆได้ยินคำว่า การเล่าเรื่อง (Storytelling) ก็นึกแบบทั่วๆไปว่า ก็คงเป็นการเล่าเรื่องคล้ายเล่านิทาน แต่ก็แปลกใจว่าทำไมการเล่าเรื่องแบบเล่านิทานนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของ KM อีกทั้งการเล่าเรื่องมักจะมากับสหายคู่หู นั่นคือ Deep Listening การฟังอย่างตั้งใจ ไม่แทรก ไม่ขัดจังหวะ คิดทบทวนเรื่องที่ได้ฟังอย่างตั้งใจ
การประชุมเพื่อแก้ปัญหา หรือขอความคิดเห็น ที่เคยเห็นส่วนใหญ่มักจะต่างคน ต่างเสนอ แถมมักจะเสนอเหตุผล หักล้างกันด้วยซ้ำ ทำให้บรรยากาศในการประชุมดูจะรุนแรง และไม่เป็นมิตร ผู้น้อยไม่กล้าพูด ผู้ใหญ่ก็ถือความคิดตัวเป็นใหญ่ (ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะครับ) บ่อยครั้ง การประชุมก็ไม่ได้แนวทางในการแก้ปัญหา หรือ การดำเนินงานต่อ บางครั้งการประชุมยังทำให้เกิดปัญหาระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมอีกตั้งหาก
การเล่าเรื่องนั้น เป็นการเล่าจากประสบการณ์ของตน และเป็นเรื่องที่เราเคยผ่านมา มีประสบการณ์ตรง ก็มักจะมีการอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้าง ทำให้ผู้ฟังได้ทราบบรรยากาศและความรู้สึกต่างๆ ทำให้เรื่องมีพลังและน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องเล่าที่บอกความสำเร็จของตนในอดีต ถึงแม้จะเป็นความสำเร็จเล็กๆ แต่ก็มีความสมบูรณ์ในเงื่อนไขของการเกิดความสำเร็จนั้นๆ ผู้ฟังที่มีการคิดเชิงบวกประกอบการฟังอย่างตั้งใจก็จะมีความชื่นชมต่อความสำเร็จอีกด้วย
เป็นกลวิธีที่ฉลาดที่ทำให้เราหัดมองในด้านดี ฟังอย่างตั้งใจ หัดรู้จักประยุกต์ความสำเร็จที่ได้ฟัง เพื่อนำไปพัฒนาต่อ หัดให้มีการชื่นชม ให้กำลังใจ แน่นอนว่าบรรยากาศในการประชุมก็จะแตกต่างจากแบบแรก คงไม่ต้องพูดถึงผลสรุปของการประชุม เพราะต้องได้แน่นอน แต่ที่น่าสนใจคือ จะเร้าพลังคนทำงาน สร้างบรรยากาศที่สนุก ปลุกกำลังใจให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผลลัพธ์ที่แตกต่างของการเล่าเรื่อง