ตอนเป็นเด็ก ผมเป็นพนักงานลับมีด     มีดที่ผมมีหน้าที่ลับคือมีดทำครัว และมีดงอ (ภาษาปักษ์ใต้)      ผมจะลับมีดทำครัวเมื่อแม่บอกว่ามีดทื่อแล้ว      อ๊อดเอาไปลับที     ผมก็จะเอามีดไปที่หินลับมีด ซึ่งวางอยู่กับพื้นดินที่ข้างๆ บ่อน้ำ

         บ่อน้ำบุด้วยท่อซีเมนต์สูงจากพื้นดินประมาณครึ่งเมตร พื้นดินรอบบ่อลาดซีเมนต์ออกไปประมาณหนึ่งเมตร     เลยพื้นซีเมนต์ด้านเหนือมีต้น "ยี่หุบ" ซึ่งปู่ (นายเสี้ยง พานิช) เป็นผู้ปลูก     ปู่บอกว่าชื่อยี่หุบเป็นชื่อพื้นบ้าน     เวลาเขียนต้องเขียนว่าดอกมณฑา และต้นนี้เป็นมณฑาขาว     ผมและน้องจะเฝ้าดูตั้งแต่ออกดอกตูม ว่าบานหรือยัง     เมื่อบานก็ไปบอกปู่     ปู่จะเก็บมาผลัดกันดม หอมเย็นชื่นใจ     เมื่อพูดถึงดอกยี่หุบที่ต้องเรียกว่าดอกมณฑา     ปู่จะสอนว่าปลาสลิดต้องเรียกปลาดอกไม้     ดอกสลิดเรียกดอกขจร    ปู่พูดซ้ำๆ ในหลายโอกาสจนผมจำได้ดี

         ผมใช้ "กะถุ้ง" (ภาษาปักษ์ใต้ แปลว่าถัง) ซึ่งผูกเชือกทำจากใยกาบมะพร้าว ที่เราเรียกว่า "เชือกพด" หย่อนลงไป ตวัดเชือกจ้วงให้ "ถุ้ง" จมน้ำและสาวเชือกตักน้ำขึ้นจากบ่อ    ภาษาปักษ์ใต้เรียกกาบมะพร้าวว่า "พด"      ผมใช้ "พด" เป็นเครื่องเช็ดก้นไม่เป็น เพราะมัน "บาดตูด"     แต่พ่อแม่และคนแถวนั้นเขาใช้ "พดเช็ดขี้" กันทุกคน     ขออภัยที่ใช้ภาษาท้องถิ่นที่ไม่ค่อยสุภาพ     และขออภัยที่เขียนเล่าแบบเข้าซอยบ่อยๆ

         การลับมีดต้องใช้น้ำหล่อ     เมื่อเอามีดถูกับหินตามความยาวของคมมีด หินจะสึก หลุดออกมากับน้ำ     และคมมีดก็จะคมขึ้น คนที่ลับมีดเก่งต้องใจเย็น     ต้องลับโดยเอียงคมมีดให้มากที่สุด     ทำให้คมมีดบาง ความคมอยู่ได้นาน     คนใจร้อนจะลับโดยเอียงคมมีดไม่มาก มีดจะคมเร็ว ไม่ต้องลับนาน     แต่มีดก็จะทื่อเร็วด้วย

          ผู้ใหญ่บอกว่าคนที่ลับมีดไม่คมโตขึ้นจะเป็นคนกลัวเมีย      ผู้ใหญ่มักถามเราว่าโตขึ้นจะมีเมียไหม     เราไม่รู้ว่ามีเมียดีอย่างไร  มีไว้ทำไม     ไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะบอกว่ามีไปทำไม     เมียไม่เห็นมีอะไรดี    เห็นพ่อโดนแม่บ่นบ่อยๆ เราก็คิดว่าไม่มีเมียดีกว่า    แต่คำขู่ก็ได้ผลนะครับ     ผมบรรจงลับมีดจนได้รับคำชม     แต่บางครั้งต้องการรีบไปเล่นกับเพื่อน ผมก็ลับแบบลวกๆ เหมือนกัน     ก็โดนแม่บ่นตามระเบียบ

          มีดที่ผมบรรจงลับ คือมีดงอ ที่ผมต้องใช้เอง ในวิชาการงานที่โรงเรียน ชุมพร "ศรียาภัย"     โดยครูวิชาการงาน ชื่อครูเชต หรือที่เราเรียกกันว่า ครูน่วม (ชื่อเดิมของท่าน) สั่งให้เอาไปฟันหญ้าที่สนามของโรงเรียน     ผมจะลับแล้วลับอีก และลองใช้มือจับทดสอบความคม     ไปถึงโรงเรียนก็เอามีดมาอวดกัน ว่าของใครคมกว่า     ของใครเหมาะมือกว่า     แต่ไม่ว่าผมจะบรรจงลับมีดของผมไปดีเพียงไร เวลาลงมือฟันหญ้า หญ้ามันไม่เรียบสวยงามเหมือนฝีมือของสมพร เพื่อนรุ่นอาวุโสของผม     ครูจะกำหนดพื้นที่ให้นักเรียนฟันหญ้าเท่าๆ กัน     เมื่อสมพรทำเสร็จ ผมยังทำได้ไม่ถึงครึ่งเลย      ครูเชตจะชมสมพรไม่ขาดปาก     สมพรมีความสุขและภูมิใจในฝีมือฟันหญ้าของตนมาก และมาช่วยฟันให้บริเวณรับผิดชอบของพวกฝีมือไม่เอาไหนอย่างพวกผม     นี่ก็คงจะเป็นบทเรียนว่า มีดคมอย่างเดียวไม่พอ ต้องฝีมือดีด้วย

          สมพรเรียนตกมาจากรุ่นก่อนหลายรุ่น     อายุคงจะมากกว่าผม ๔ - ๕ ปี     ครูบอกว่าสมพรหัวทึบ    แต่เวลาฟันหญ้าละก็สมพรเป็นที่ ๑     ครูบอกว่าสมพรขายข้าวแกงเก่งด้วย     โดยขายที่สถานีรถไฟ     สมพรเป็น "เด็กสถานี"     ซึ่งจะมีความสามารถในการขายของเป็นพิเศษ     สมพรเป็นคนแรกๆ ที่สอนให้ผมรู้จัก "พหุปัญญา"   

          หินลับมีดที่บ้านสมัยผมเป็นเด็กเป็นหินธรรมชาติรูปไข่ขนาดยาวประมาณหนึ่งฟุต     วางกับพื้นดิน    ผมไม่ได้ถามใครว่าใช้มานานเท่าไรแล้ว     ตอนที่ผมจำความได้หินนี้สึกไปประมาณเกือบหนึ่งในสามของความสูงประมาณ ๒๐ ซม.     แสดงว่าน่าจะใช้มานาน     และผมจำไม่ได้ว่าในที่สุดหินก้อนนี้ไปอยู่ที่ไหน     เพราะเมื่อความทันสมัยเข้ามาหลังจากผมอายุเลยสิบขวบเล็กน้อย     เราก็หันมาซื้อหินลับมีดใช้     เราเรียกว่าหินกากเพชร (carborandum) ด้านหนึ่งเป็นหินหยาบ ใช้ลับตอนแรก ให้คมมันบางเร็ว     แล้วจึงลับด้วยด้านหินละเอียด ให้คมกริบ    ผมว่าวิธีคิดว่าคนลับมีดไม่คมเป็นคนกลัวเมียน่าจะใช้ไม่ได้ในสังคมสมัยใหม่     เพราะเรามีเทคโนโลยีช่วย    แต่เหตุผลสำคัญยิ่งกว่านั้นคือผมยังไม่เห็นผู้ชายที่ดีคนไหนไม่กลัวเมียเลย

          พูดอย่างนี้อาจจะผิด     คนไม่กลัวเมียมีเยอะแยะไป    แต่ผู้ชายที่ประสบผลสำเร็จในชีวิตสมรส และชีวิตการงาน ย่อมเกรงใจภรรยา     เหมือนผมนี่แหละ

วิจารณ์ พานิช
๒๖ ก.พ. ๕๐
ระหว่างนั่งรถไปประชุม