วันนี้ (19 พ.ย.48) อาจารย์พาไปดูตู้หลอมไขผึ้ง และตั้งคำถามประมาณว่า "คนเราคิดได้แต่จะทำโน่นทำนี่ แต่ก็ไม่ลงมือทำ" ทำให้เรานึกมาได้ว่า ตอนที่เราคิดจะทำ Project 5,000 เราก็คิดห้วข้อไปว่าอยากจะทำอะไร กลับถูกอาจารย์คัดค้านแล้วอาจารย์ก็เอาหัวเรื่องหรือความคิดของอาจารย์ให้เราทำ (ประมาณเชิงบังคับ) เราก็ไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่ความคิดเรา แล้วก็เหมือนความคิดของเราถูกปิดกั้นด้วย แล้วเขาว่ากันว่า "อยากให้เด็กคิดเอง" พอเด็กคิดเองก็ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เป็นเรื่องผิดศีลธรรมสักหน่อย แต่เราก็ทำนะเพื่อจะได้ประสบการณ์บ้าง และมันก็ได้จริงๆ แต่เป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่ ถึงขนาดทำให้เราเลิกคบกับเพื่อนคนหนึ่ง แล้วก็เข็ดกับการทำ Project ไปเลย คิดในใจว่าต่อไปนี้จะไม่จับ Project อีกแล้ว ไปฝึกงานดีกว่า

    ตอนที่ไป Present Project ก็เหมือนกัน เราไปเห็นพี่ 2 คน ถูกซักใหญ่เลย ว่ากล่องโชว์ผึ้งนะมีคนเคนทำมาก่อนแล้ว ไปลอกเขามาหรือเปล่า พี่ 2 คนหน้าเสียเลย แล้วพอดีวันนั้นพี่ 2 คนเค้าไม่ได้เอาผลงานไปด้วย ยิ่งทำให้อาจารย์ซักซะจนตรอกเลย

    แล้วพี่อีกคนหนึ่ง ที่เค้าทำเทียนไขผึ้งจากท่อ PVC  แล้วก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งติอยู่นั่นแหละว่ามันไม่สวย ไม่ดี เอาไปขายใครเขาจะซื้อ พี่แกก็หน้าเสียไป แต่คำถามในใจของเราก็เกิดขึ้นตามมาว่า "คนที่เขาคิดตั้งใจทำอะไรสักอย่าง และได้ลงมือทำจริงๆ เนี่ย ถึงผลที่ออกมาจะดีหรือไม่ดี เค้าคนนี้ไม่สมควรแก่การยกย่องเชิดชู มากกว่าคนที่คิดเป็นอย่างเดียวแล้วไม่ลงมือทำหรือ" สังคมคิดอะไรกันอยู่ จะให้เด็กเดินตามผู้ใหญ่ทุกก้าวแล้วไฉนเลย เด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์

   วันนี้ (21 พ.ย.48) อาจารย์พูดเรื่องคิดได้อย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำอีกแล้ว แล้วท้ายคาบอาจารย์ก็ถามว่า มาเรียนที่ศาลาดีไหม แล้วก็มีคนติโน่นตินี่กันใหญ่ แล้วก็ติดใจคำพูดของอาจารย์อย่างหนึ่งว่า "มันสร้างไปแล้ว เราแก้ไขไม่ได้ แต่เราทำให้มันใช้ประโยชน์ได้" แล้วอาจารย์ก็บอกต่อว่า เราต้องลงมือทำ โดยให้พวกเราไปหาโต๊ะมา ใส่กางเกงมาเรียนได้ (ตอนเย็น) แล้วก็เอาข้าวมากินกันตอนเย็นได้ มันไปเข้าประโยคที่ว่า "คิดแล้วต้องทำ" คอยดูผลสัปดาห์หน้านะจ๊ะ