ในลำดับแรกของการพัฒนาต้องให้ความรู้ในภาพรวมว่าสมาชิกชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ดังนั้นการอยู่กินอย่างมีความสุขตามสมควรจึงมาจากการช่วยกันพัฒนา ช่วยกันแก้ปัญหาของชุมชน

การเล่าเรื่องการสำรวจพื้นที่ตรัง นครฯ พัทลุง ยังไม่จบ  แต่ก่อนที่จะออกจากพื้นที่นครฯไปเล่าเรื่องพื้นที่ลุ่มน้ำปะเหลียนของตรัง  อยากจะขอคั่นรายการด้วยการ "เล่าสู่กันฟัง"  บทสมภาษณ์ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช  เมื่อเช้าวันที่ 20 กันยายน 2549  หลังวันปฎิวัติหนึ่งวัน ที่โรงแรมแกรนด์ปาร์ก จังหวัดนครฯ เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษางานของสภาที่ปรึกษาฯด้วย

เรานั่งคุยกันแบบไม่เป็นทางการที่ห้อง Lobby  ถือว่าท่านผู้ว่าฯให้เกียรติเรามาก   จึงหวังว่า บันทึกนี้จะมีประโยชน์ต่อชาวเมืองนครฯที่อ่านบันทึกนี้ด้วย

******************************

แนวคิดจังหวัดจะยึดชุมชนเป็นตัวตั้ง ถ้าชุมชนเข้มแข็งก็จะสามารถเชื่อมโยงไปสู่ทุกๆมิติไม่ว่าจะเป็นด้านอำนาจ เศรษฐกิจ ทรัพยากร ฯลฯ และเมื่อชุมชนเข้มแข็งจะเกิด 3 มิติดังต่อไปนี้ตามมา 

1. มิติกินดีอยู่ดี ชุมชนมีความเป็นอยู่ ฐานะรายได้ดีขึ้น ปัญหาความยากจนถูกกำจัดออกไป

2. มิติอยู่เย็นเป็นสุข ต้องป้องกันสิ่งที่จะมาทำลายชุมชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด โจรผู้ร้าย วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหล

3. มิติอยู่รอดปลอดภัย แบ่งเป็นส่วนย่อยดังเช่นหน่วย การเมืองการปกครอง ซึ่งหน่วยงานรัฐจะเข้มแข็งตามชุมชน โดยไล่จากชุมชนเข้มแข็งไปสู่อบต.ไป อบจ. ไประดับประเทศ

ทั้งนี้จะมี  KM เป็นตัวเสริมให้ชุมชนสมบูรณ์ยั่งยืน คลอบคลุมความเข้มแข็งทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการรับความรู้จากภายนอก หรือแลกเปลี่ยนความรู้กันเอง

การจัดการความรู้จะเริ่มจากแลกเปลี่ยนในชุมชน[1]เพื่อสร้าง 1 หมู่บ้าน 1 ชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วย  กระบวนการสร้างผู้นำจนขยายออกมาเป็นสภาผู้นำชุมชน และเกิดผู้นำสาขาอาชีพต่างๆ          

ในลำดับแรกของการพัฒนาต้องให้ความรู้ในภาพรวมว่าสมาชิกชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ดังนั้นการอยู่กินอย่างมีความสุขตามสมควรจึงมาจากการช่วยกันพัฒนา ช่วยกันแก้ปัญหาของชุมชน          

ทั้งนี้วิธีแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นมาจาก 3 รู้ คือ รู้จักตนเอง รู้จักชุมชน รู้จักโลก

1. รู้จักตัวเอง เป็นการทำแบบสำรวจโดยใช้ชุมชนไม้เรียงเป็นตัวแบบ มีวิธีการสำรวจตัวเองอย่างซื่อสัตย์ เพื่อเป็นการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงโดยพึ่งตัวเองเป็นหลัก ซึ่งการรู้จักตัวเองนี้ ทำให้หลายครัวเรือนทราบว่าหลายๆอย่างไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายเพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย จนบางครัวเรือนลดค่าใช้จ่ายลงจนหายจนตั้งแต่ขั้นนี้

2.รู้จักชุมชน เป็นการสำรวจทุกครัวเรือน โดยใช้วิธีหาแกนนำหมู่บ้านละ 8 คน มาจาก 3 ฝ่าย ฝ่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายท้องถิ่น  และฝ่ายผู้นำธรรมชาติ  ฝึกอบรมให้ความรู้ และฝึกปฏิบัติตนให้รู้จักตนเอง เมื่อสำเร็จหลักสูตรก็ไปหาผู้นำเพิ่มเติม  ทำให้ได้คนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าสภาผู้นำชุมชนที่มีหน้าที่ทำให้ชุมชนรู้จักตนเอง แต่ความคิดใหม่เช่นนี้ต้องมีปรับตัว เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่รอเพียงการให้ของรัฐอย่างเดียว         

นอกจากนั้น รายละเอียดข้อมูลที่เก็บไว้ของครัวเรือน จะทำเป็นข้อมูลชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ประวัติหมู่บ้าน ภูมิปัญญา  รวมทั้งสามารถพัฒนาไปสู่การสร้างอาชีพใหม่ เช่น เมื่อทราบว่ามีครัวเรือนเลี้ยงหมูจำนวนเท่าไร ก็สามารถรวมตัวเป็นกลุ่มเลี้ยงหมูได้ รวมทั้งจะเกิดผู้นำใหม่ขึ้นมา ซึ่งผู้ว่าฯวิชม มองว่าวิธีการนี้ ผู้นำจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน ยิ่งมีผู้นำมากยิ่งส่งผลดี  

3. รู้จักโลก เมื่อรู้จักชุมชนแล้ว เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆจะเข้าไปเติมองค์ความรู้อื่นๆ นอกเหนือจากที่ชุมชนได้จากตัวเองแล้ว ก็จะทำให้รู้จักโลก 

ในลำดับถัดไปเมื่อรู้จักทั้ง 3 ส่วนนี้แล้วก็มาร่วมกันวางแผนชุมชนพึ่งตัวเอง เป็นแผน 4 ปี โดยปีแรกต้องทำให้แผนชุมชนพึ่งตนเองเกิดขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ ต้องเป็นแผนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เป็นแผนที่ทำเพื่อของบ ต้องให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมที่ทำได้  สำหรับการสนับสนุนของฝ่ายต่างๆ จะเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง  โดยชุมชนไม่ได้เป็นผู้ขอความช่วยเหลือแต่อย่างใด

ซึ่งผลกิจกรรมที่เกิดขึ้นของชุมชนต้องเป็นorganic กล่าวคือ เป็นการเกิดโดยตัวชุมชนเอง เป็นการระเบิดจากภายใน ก็จะนำไปสู่การบรรลุผลทุกมิติ

(ยังมีต่อ)



[1]ในความหมายชุมชนของผู้ว่าฯวิชมจะเป็นการมองแบบ area approach