“วันขอบคุณนักกิจกรรม” ประจำปีการศึกษา ๒๕๔๙ ได้ปิดตัวลงอย่างภาคภูมิเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บรรยากาศของงานอบอวลด้วยสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้น
หลายองค์กรมากันเป็นกลุ่ม ๆ ใส่เสื้อชมรมเดินเข้าร่วมงานอย่างมีสีสัน ทุกชีวิตที่เข้าร่วมงานจะเดินผ่านซุ้มต้อนรับสู่โต๊ะลงทะเบียนเพื่อรับของที่ระลึก (ย่ามผ้าฝ้ายใบเล็ก) และล่วงเดินไปสู่กระดานบอร์ดเพื่อ “ละเลง ความรู้สึก” อย่างเต็มที่ รวมถึงการเดินเยี่ยมชมรมนิทรรศการภาพกิจกรรมที่จัดแสดงไว้รายรอบบริเวณงาน
วันขอบคุณนักกิจกรรมในปีนี้ ผมกำหนดให้มีการจัดนิทรรศการประวัติและผลงานของ “นักกิจกรรม” ที่ได้รับการพิจารณาให้รับทุนการศึกษา จำนวน 54 คน โดยนิทรรศการกลุ่มนี้ได้รับความสนใจไม่แพ้นิทรรศการภาพกิจกรรมเลยแม้แต่น้อย
นิสิตหลายท่านเดินมาพูดคุยกับผมในทำนองขอบคุณและขอบใจที่มีการจัดแสดงประวัติของพวกเขา ! โดยเฉพาะการคัดลอกเอาทัศนะ (วาทกรรมกิจกรรม) ของแต่ละคนมาจัดแสดงไว้ให้ได้อ่านกันอย่างถ้วนทั่ว จนกลายมาเป็นสีสันของงานเลยทีเดียว
ทัศนะหรือวาทกรรมเหล่านั้น ผมต้องใช้เวลามากโขในการเพ่งอ่านลายมือของนิสิตในใบสมัครบางรายลายมือสุภาพงดงาม แต่บางคนกลับลายมือดื้อซนราวกับคนเมาเขียนหนังสือ จากนั้นผมก็ต้องคัดสรรถ้อยคำหรือประโยคต่าง ๆ ของแต่ละคนมาจัดพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งของการจัดนิทรรศการ
และทัศนะเหล่านี้นี่เอง, ที่กลายเป็นแรงเร้าดึงดูดให้ผู้ร่วมงานแห่แหนเข้าไปเยี่ยมชมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บางคนถึงขั้นจดบันทึกไว้เลยก็มี แต่ที่ผมขำเป็นที่สุดก็คือ บางคนบอกกับผมว่า ตอนที่เขียนข้อความเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอมีคนมาคัดแยกออกมาแต่เพียงสั้น ๆ กลับดูคมคายและให้แง่คิดอย่างน่าประทับใจ .. บางคนถึงขั้นบอกว่า ข้อความของเขาช่วยให้เขา “ดูดี” ขึ้นเยอะเลย
บางคนหาว่าผมปรับแต่งข้อความของเขาเองให้ดูดีขึ้น แต่ผมก็ยืนยันหนักแน่นว่า ผมไม่ได้กระทำอื่นใดเลยแม้แต่น้อย ทุกคำและทุกกระบวนความเป็นส่วนหนึ่งที่นิสิตแต่ละคนได้เขียนไว้อย่างยืดยาวในใบสมัคร ผมเพียงแต่คัดกรองและนำมาสื่อสารเท่านั้น... ...
และนี่คือการประมวลทัศนะหรือวาทกรรมของนิสิตที่ได้รับการพิจารณาให้รับทุน “นักกิจกรรม” เนื่องในวันของคุณนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “วันเชิดชูเกียรตินักกิจกรรม” ซึ่งทัศนะของนิสิต ได้สะท้อนมุมมองที่มีต่อชีวิต ต่อมหาวิทยาลัยและต่อสังคมอย่างน่าสนใจ เป็นต้นว่า
(๑) ทัศนะที่เชื่อว่า กิจกรรมนิสิต เป็น บทเรียนชีวิตนอกตำราเรียน
- ความรู้ในห้องเรียนก็มิอาจจะตอบปัญหาของสังคมได้อย่างถ้วนทั่ว หากปราศจากกิจกรรมในมหาวิทยาลัย
- คนที่ไม่เคยทำกิจกรรมอะไรเลย จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ หรือไม่ เพราะการเรียนในตำรา ไม่ใช่ตัวชี้วัดเสมอไป
- การทำกิจกรรมทำให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์มากขึ้น กิจกรรมเป็นการหาความรู้และประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน
- กิจกรรม คือ วิธีการที่ไม่ต้องเข้าเรียนในชั้นเรียนที่คลาสสิคที่สุด”
(๒) ทัศนะที่เชื่อว่า กิจกรรมนิสิต เป็น กระบวนการเตรียมความพร้อมสู่โลกกว้างของชีวิตและการทำงาน
- กิจกรรมเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดความพร้อมที่จะออกไปเผชิญกับสังคมภายนอก
- การทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย เปรียบเสมือนห้องเรียนห้องหนึ่งที่สอนให้เราเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม
- กิจกรรมเป็นการเริ่มต้นของชีวิตคนทำงาน เพราะเมื่อออกไปสู่โลกของการทำงานแล้ว การได้ทำกิจกรรมมาจะทำให้เราสามารถเข้าใจการทำงานได้ดียิ่งขึ้น
นี่เป็นแต่เพียงบางส่วนของทัศนะจากนิสิตที่เข้ารับทุนการศึกษาเนื่องในวันขอบคุณนักกิจกรรม เป็นทัศนะที่มีต่อกิจกรรมนิสิตที่พวกเขาพลัดหลง หรือแม้แต่การตั้งใจก้าวเดินเข้าสู่ถนนสายกิจกรรมอย่างเชื่อมั่นและศรัทธา
วิถีคำและกระบวนความอาจดูเหมือนการประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้สวยหรู ดูดี ชวนเตะตาเตะใจของกรรมการที่จะพิจารณาทุนการศึกษา แต่ในฐานะที่ผมเองก็สัญจรพบพานพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง ผมก็กล้าพอที่จะยืนยันว่า วิธีคิด วิธีปฏิบัติของพวกเขาก็มิได้แปลกแยก แตกต่าง หรือผิดเพี้ยนไปจากกระบวนความเหล่านั้นเลย ...
หรือบางทีถ้อยความเหล่านี้ อาจหมายถึงพลังความศรัทธาอย่างล้นหลากของพวกเขาที่มีต่อกิจกรรมนิสิตในฐานะของบทเรียนนอกตำราที่มีคุณค่าต่อการเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นคนให้กับพวกเขา, ก็เป็นได้
จริงหรือไม่ และอย่างไรนั้น, พวกเขาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้อย่างชัดแจ้ง
และส่วนที่เหลือว่าด้วยทัศนะเหล่านี้ โปรดติดตามในตอนต่อไปนะครับ ...
คุณแผ่นดินช่างคิด ช่างดึงจุดเด่น และแนวคิดคิดของทั้งนิสิต และกิจกรรม ออกมาให้เห็นชัดเจนและประทับใจ
ชอบที่คุณแผ่นดินพูดถึงนักศึกษาที่ลายมือไม่สวยว่า.....ลายมือดื้อซนราวกับคนเมาเขียนหนังสือ.....เป็นคำพูดของศิลปินจริงๆ .......
ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับ..วกกลับมาอ่านเก็บตกทุกบันทึกเลย.. <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><ul>
</ul>
จำไม่ได้ จริงๆ ว่าตัวเองเขียนไว้อย่างไร