ที่น่าเศร้าใจจริงๆก็คือ มหาวิทยาลัยดูจะไม่พยายามหาทางแก้ไขปัญหานักศึกษาที่เป็นนักกีฬาเลย และดูเหมือนเอาพวกเขาเข้ามาเพื่อใช้ให้พวกเขาเล่นกีฬาเท่านั้น แต่ไม่เคยมองเลยว่าพวกเขาจะเรียนหนังสือ และจบออกไปเป็นบัณฑิตที่พึงปรารถนาของคณะนั้นๆได้หรือไม่

ตอนนี้เทศกาลสอบแห่งประเทศไทยกำลังมาถึง ทั้งการสอบเข้ามหาวิทยาลัย A-NEt O-Net ที่หวังว่าปีนี้จะไม่มีปัญหาอีก และการสอบปลายภาคของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และกลางภาคของพวกที่เรียนโครงการภาษาต่างประเทศ นักศึกษาจำนวนมากคงง่วนอยู่กับการสอบจำนวนมาก

ในบรรดานักศึกษาทั้งหมด ผมคิดว่าคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกมองข้าม และบางครั้งถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาก็คือ พวกกลุ่มนักกีฬา โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย ...

อาจารย์ที่สอนเด็กนักกีฬามักจะประสบปัญหาว่าเด็กไม่ค่อยเข้าเรียน ไม่ค่อยส่งงาน และทำข้อสอบได้คะแนนไม่ดี นักกีฬามหาวิทยาลัยจำนวนมากต้องจบถึงปี 7 บางรายอาจจะไม่จบด้วยซ้ำ

ตัวผมเอง มีนักศึกษาที่เป็นนักกีฬามาปรึกษาหลายครั้ง ตั้งแต่เทอม-สองเทอมที่แล้ว และขอให้ช่วยในเรื่องของการผ่าน เพราะเค้าไม่มีเวลาจริงๆ ซึ่งเหล่าอาจารย์ปฏิเสธที่จะให้มีการทำงานพิเศษเพื่อให้ผ่านวิชา แต่ผมก็บอกเค้าชัดเจนว่า ถ้าให้ช่วยก่อนสอบนั่นย่อมได้ ผมเลยมีโอกาสได้พบเจอพวกเขาบ่อยๆ และได้พูดคุย

 ที่พบอย่างหนึ่งเลยคือ เหมือนว่า มหาวิทยาลัยมักปล่อยให้นักกีฬาพวกนี้ ดูแลเรื่องการเรียนของตัวเอง ซึ่งผมมองไม่ออกว่าเขาจะทำได้ไง เพราะขนาดเด็กธรรมดาที่ไม่เป็นนักกีฬายังดูแลตัวเองไม่ค่อยจะได้เลย ...

พวกนักกีฬา ตอนมิดเทอม มักจะตรงกับช่วงกีฬามหาวิทยาลัยพอดีเสมอๆ ซึ่งต้องมีการซ้อมอย่างหนัก บ้างต้องเก็บตัวต่างจังหวัด เวลาในกาเรรียน ในการอ่านหนังสือเขาไม่มีเลยจริงๆ พอจะกลับมาสอบมิดเทอมก็ทำไม่ได้ หลายๆคนก็ถอน (W) เพราะคะแนนต่ำมากๆ

สำหรับวิชาผม ผมกระตุ้นให้เด็กๆยังสู้ต่อ แม้จะได้คะแนนต่ำก็ตาม แต่ผมก็ติวให้เขาอย่างเต็มที่เหมือนกัน ...

จากเทอมที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า จริงๆเด็กๆพวกนี้ก็เหมือนเด็กทั่วไป เข้าใจเรื่องต่างๆได้ดี จริงๆแล้วอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางดีด้วยซ้ำไป เพราะนักศกษาที่ผมติวให้เต็มที่ (ไม่เคยบอกข้อสอบเลยนะ สาบานได้) ทำข้อสอบได้ดีมาก จนเขาสามารถผ่านได้เกรด D ได้ จากมิดเทอมได้คะแนนเพียง 6 คะแนน จึงเห็นได้ว่า หากมีเวลามากพอ ที่พวกเขาจะทำความเข้าใจ และมีคนให้ถามได้จริงๆ เขาก็ทำผลการเรียนได้ดี ... ถ้าเขาสามารถมีเวลาเหล่านี้ได้ตั้งแต่ก่อนมิดเทอม เขาน่าจะทำผลการเรียนได้ดีกว่าที่เป็นอยู่มาก

นอกจากเรื่องเวลาเรียนแล้ว ภาพพจน์ที่เขามีต่อตนเองก็สำคัญมากเหมือนกัน การที่เงื่อนไขชีวิตเขาเป็นแบบนั้น ทำให้เขาคิดว่าพวกเขาเรียนอ่อน เลยขาดความมั่นใจที่จะคิด ที่จะทำอะไรต่างๆในเชิงวิชาการหรือการเรียน ส่งผลให้ความทุ่มเทและตั้งใจของเขาด้วย และถ้าอยู่ในหมู่นักกีฬาด้วยกันก็อาจจะพาลไม่เรียนไปเลยก็ได้

ที่น่าเศร้าใจจริงๆก็คือ มหาวิทยาลัยดูจะไม่พยายามหาทางแก้ไขปัญหานักศึกษาที่เป็นนักกีฬาเลย และดูเหมือนเอาพวกเขาเข้ามาเพื่อใช้ให้พวกเขาเล่นกีฬาเท่านั้น แต่ไม่เคยมองเลยว่าพวกเขาจะเรียนหนังสือ และจบออกไปเป็นบัณฑิตที่พึงปรารถนาของคณะนั้นๆได้หรือไม่

ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวมาก ... ผมเห็นว่าเด็กมีแต่จะเสียประโยชน์อย่างมากในระยะยาว เพราะอาชีพนักกีฬามันก็มีช่วงเวลาของมัน แต่โดยมากก็ไม่เกินวัย 30 - 40 ปี และถ้าในช่วงอายุนั้นจะอยู่ได้ก็ต้องเก่งมากทีเดียว ... แล้วใครจะรับประกันเรื่องันั้น และหลังจากหมดอาชีพนักกีฬา เขาจะมีทางเลือกอะไรเหลืออีก ? หรือแค่ให้เด็กๆเอามหาวิทยาลัยเป็นที่ชุบตัวเท่านั้น? (ซึ่งส่วนใหญ่ก็แทบจะจมบ่อชุบตัว ขึ้นมาไม่ได้)

มหาวิทยาลัยควรจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่การรับเข้าเรียน -- ถ้าเด็กเรียนไม่ได้ก็ควรจะให้เขาเรียนในสาขาอื่น หรือถ้าจะรับเข้ามา กระบวนการในการดูแลเรื่องการเรียนการสอนของนักกีฬา ก็ควรจะจัดให้เป็นการเฉพาะ เช่น มี class นักกีฬา ในช่วงค่ำ หรือช่วงเวลาว่างไปเลย ซึ่งนั่นก็ต้องอาศัยความทุ่มเทของอาจารย์ประกอบกับ เงินชดเชยหรือระบบแรงจูงใจอาจารย์ด้วย

ไม่งั้น ผมก็มองไม่ค่อยเห็นอนาคตของเด็กนักกีฬาเท่าไหร่นัก ... และผมก็จะรู้สึกละอายกับมหาวิทยาลัยนี้ที่หาประโยชน์จากเด็กนักกีฬาโดยที่ไม่ดูแลเขา