Polishing your English

 หลายคนจบมหาวิทยาลัยมาหลายปีแล้ว ไอ้ครั้นจะเข้าเรียนคอรส์ภาษาเล่นๆ คงหายาก ยกเว้นพวกที่จะเรียนต่อหรือเอาคะแนนสอบไปสมัครดูงานต่างประเทศ นักเรียนไทยส่วนมากหากเรียนจบ สอบผ่าน ได้คะแนนตามที่ต้องการแล้ว เชื่อว่าร้อยละ 70 ไม่ได้ใช้เวลาเรียนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างเป็นจริงเป็นจังเท่าไหร่นัก หลายคนบอกว่า เอาแค่สื่อสารกับฝรั่งพอรู้เรื่องก็พอใจแล้วชีวิตนี้...งั้นเลยนะ ยอมแพ้ซะง่ายๆ ...  อีกประเภทคือคนที่ได้คะแนนภาษาอังกฤษค่อนข้างสูง (TOEFL 525 ) ขึ้นไป จะรู้สึกว่ายากเย็นในการจะเขยิบคะแนนขึ้นไปได้อีก ทำไงดีอ่ะ ท่องศัพท์เยอะๆ หรือกลับไปเรียน grammar เพิ่มอีกดี  ไม่ได้ผลหรอกค่ะ เชื่อเถอะ 
วัยปูนนี้แล้วเรียนแบบท่องจำมันสู้เด็กๆ ไม่ได้หรอก มาเรียน
Collocations กันดีกว่า 

................

Collocations มันคืออะไรหว่า เป็น ญาติกับ colon มั้ย
เอางี้ คุณรู้มั้ยว่าตัวไหนใช้กับ  the bill
  ในประโยค 
Who's gonna ______the bill tonight?
ให้เลือกตอบ   
a. pay               b. save          
c. hand             d. foot
  .... เปิดดิกชันนารีรู้ศัพท์ทุกตัวแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจ แปลประโยคได้ ก็ยัง ไม่แน่ใจอีก มันใช้ได้หมดไม่ใช่เหรอ  (ไม่ใช่ ถ้าใช่แล้วจะเอามาถามทำไม)
...ทำไมล่ะ เพราะที่เราเรียนมา
  เราเรียนแบบ แยกคำ แยกเรียนทีละตัว ว่า  the bill  แปลว่า ใบเรียกเก็บเงิน หรือ พระราชบัญญัติ นะคะ คำที่หายไปน่าจะเป็น Verb
...... bla bla bla   คนที่เคยสอบข้อสอบ TOEFL หรือข้อสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษ แล้วจะรู้ว่า แบบนี้เลย  ตัวเลือกก็แปลคล้ายๆ กันหมดเลย เลือกไม่ถูกก็เลยได้คะแนนน้อย   ถามว่าทำไมใช้ตัวนี้ไม่ได้ คำตอบเดียวที่ตอบได้ก็คือ เจ้าของภาษาเค้าไม่ใช้กัน  
เราต้องใช้คำที่ตรงเผง เจ้าของภาษาฟังแล้วรู้เรื่องทันที ไม่ต้องมาคิดหลายตลบ    เอาเป็นว่าเราจะคิดยังไงเมื่อมีชาวต่างชาติถามว่า
นิวาสถานของเธออยู่ที่ไหน    แหม เจ้าคนนี้สงสัยไปนั่งเรียนภาษาไทยอยู่หน้าวิกลิเกแหงๆ   แล้วเราจะทำอย่างไรให้ใช้ภาษาได้ตรงเผงอย่างนั้น คำตอบคือ ให้แสวงหา input เข้าตัวเยอะๆ ดูหนังฟังเพลงไปตามเรื่อง สังเกตว่า คำคำนั้นใช้กับกลุ่มคำไหน มีบริบทหรือสิ่งแวดล้อมอะไรอยู่รอบๆข้างบ้าง ไม่ใช่เปิดดิก แปลๆๆ ท่องๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้น 
...........
สาเหตุที่เรียนภาษาอังกฤษมาครึ่งชีวิตแล้วยังไปไม่ถึงดวงดาว เพราะเราละเลยการเรียน Collocation คือ ญาติโกโหติกาของคำนั้นๆ เรารู้ว่า
send แปลว่าส่ง เป็นคำกริยา ที่ต้องมี กรรม มารองรับ

  แล้วเวลาส่งการบ้าน ส่งข้อสอบให้ครูในห้องเราใช้
send homework
send the test paper             อยู่หรือเปล่า 
ไม่มีใครบอกเราใช่ไหมว่า send เป็นการส่งออกจากตัว แพร่ออกไป หรือส่งสิ่งของระยะทางไกล อาจพึ่งพาไปรษณีย์หรือ email 
น้อยคนนักที่จะถูกสอนมาแบบนี้ เพราะส่วนมากครูที่สอนเราไม่ใช่เจ้าของภาษา
ในสถานกาณ์นี้เราน่าจะใช้  hand in the homework

แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียนกับเจ้าของภาษาจะดีกว่าครูคนไทยเสมอไป หากคิดอย่างนั้นอิฉันคงจะตกงาน เช่นเดียวกับครูภาษาอังกฤษชาวไทยอีกหลายหมื่นคนในประเทศ เราเรียนเราสอนได้ แต่เราต้องรู้ว่าเรามีจุดอ่อนอะไร

 
ตัวอย่างข้างบน ตอบ foot the bill ค่ะ แปลว่าเป็นเจ้าภาพจ่าย
มา...มาทำแบบฝึกหัดกันดีกว่า
ตอบได้ให้หอมแก้มตัวเองหนึ่งจุ๊บ  .... (ตูจะหอมไงล่ะเนี่ย...)

Spot the Odd verb
Can you find the verb which does not go along with the given noun?  

1. shame     
    
acknowledge/ feel/ express/ make/ hide/
     overcome/ admit

2. job                   
    
apply for/ catch/ create/ get/ hold/ hunt for/
     lose/ take up

3. language            
    
acquire/ brush up/ enrich/ learn/ pick up/
     tell/ use

4. damage             
    
assess/ cause/ mend/ repair/ suffer/
     sustain/ take

5. prayer              
    
beg/ answer/ kneel in/ offer/ say/ utter

6. teeth                 
    
brush/ cap/ drill/ fill/ gnash/
     grit/ wash

7. pleasure            
    
derive/ enhance/ find/ give/
     pursue/ reach/   savour        

แล้วจะมาเฉลยนะจ๊ะ 

 ที่เขียนเรื่องนี้เพราะบอกว่า ตัวดิฉันเองก็มีจุดอ่อนเรื่อง collocation เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะสอนภาษาอังกฤษ มีโอกาสไปเรียนเมืองนอก  แต่ทุกคนที่ไม่ใช่ เจ้าของภาษามีปัญหาแบบนี้เหมือนกันหมด

เราจะพัฒนาความสามารถของเราได้ หากเรารู้จักวิเคราะห์จุดอ่อนของเราเอง  ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเราว่า เรายังขาด อยากเพิ่มเติมตรงไหน

ไม่ยากหรอก วิธีนี้จะทำให้เราเป็น active learner หรือ
language learning researcher

 เข้าไปฝึกกันหน่อย อยากเก่งต้องขยัน
http://www.flo-joe.co.uk/fce/students/strategy/mcclze/collocbc.htm