ถูกครึ่งหนึ่ง

         วิธีคิดแบบ KM ที่ไม่ตกหลุมวิธีคิดแบบแยกขั้วที่เรียกว่า dichotomy คือ ถูก-ผิด,  ดำ-ขาว,  ใช่-ไม่ใช่   ทำให้ผมระลึกชาติย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน   ที่เทพยดามาช่วยผมไว้ตอนไปขึ้นศาล   ไปเป็นพยานศาลในคดีฟ้องร้องระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับบริษัทรับเหมาติดตั้งเครื่องปรับอากาศโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

         ตอนทนายจำเลยซักค้าน   เขาตั้งคำถามแล้วให้ผมตอบเพียงคำเดียวว่าใช่หรือไม่   ผมก็ตอบโดยอธิบายเหตุผล   ทนายเขาก็บอกว่าเขาไม่ต้องการคำอธิบาย   เขาต้องการให้ตอบคำเดียวว่าใช่หรือไม่   ผมมองหน้าผู้พิพากษา   ท่านก็บอกว่าให้คุณหมอตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ตามที่ทนายต้องการ

         ผมอึดอัดมาก   เพราะเรื่องนั้นมันตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ไม่ได้   เรื่องมันซับซ้อนกว่าที่จะตอบว่าใช่หรือไม่ใช่   และถ้าตอบว่าใช่ก็จะเป็นผลดีต่อฝ่ายหนึ่ง   ไม่ดีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง   ทั้ง ๆ ที่มันยังมีข้อเท็จจริงอื่นที่จะตอบว่าไม่ใช่ก็ได้

         เทวดามาช่วยดลใจพลัน   ผมโพล่งตอบไปว่า "ใช่ครึ่งหนึ่ง"   ทนายความไม่เคยได้ยินคำตอบแบบนี้   ก็เข้าใจว่าผมยียวนแสดงท่าทางโมโห   ว่ามีหรือใช่ครึ่งเดียว   ผมก็บอกว่าจะให้ผมอธิบายไหม   ศาลบอกว่า "เอ้าคุณหมออธิบาย"  ผมก็ได้โอกาสอธิบายว่าที่ว่าใช่ครึ่งหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร   และที่ไม่ใช่อีกครึ่งหนึ่งเป็นอย่างไร   ดูท่าทางศาลชอบมาก   เพราะได้ประเด็นตอบข้อโต้แย้งได้ดีมาก

         ทนายจำเลยตั้งคำถามใหม่   ให้ตอบว่าใช่หรือไม่อีก   ถึงตอนนี้ผมเหมือนว่าวติดลมแล้ว   บินเองได้แล้วไม่ต้องมีเทวดามาช่วย   ผมก็ตอบว่า "ใช่หนึ่งในสาม" บ้าง   "ใช่หนึ่งในสี่" บ้าง   ตามด้วยคำอธิบาย   ทำให้ทนายโกรธมาก

         ผมย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้   คิดว่าวิธีคิดของทนายเป็นวิธีคิดแบบ reductionist คือขจัดองค์ประกอบหรือบริบทออกไปหมดให้เหลือ ใช่-ไม่ใช่ เพียง 2 ขั้ว   ซึ่งชีวิตจริง  เรื่องจริง  มักไม่เป็นเช่นนั้น   มันซับซ้อนกว่านั้นมาก

         นักจัดการความรู้ต้องฝึกคิดแบบซับซ้อน   คิดแบบเข้าใจบริบทที่แตกต่างหลากหลาย   ต้องไม่ตกหลุมวิธีคิดแบบแยกขั้ว

วิจารณ์  พานิช
 19 พ.ย.48