งบ...หล่อลื่น หรือที่เข้าใจกันในแวดวงวิชาการว่า เป็นงบประมาณ หรืองบอุดหนุน หรือปัจจัยการผลิตที่หน่วยงานของรัฐจัดสรรให้กับเกษตรกรแบบให้เปล่า หรือมีเงื่อนไขสำหรับการเริ่มต้นการผลิต การลงทุน ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรในการที่จะผลิต หรือการดำเนินกิจกรรมนั้นๆ เนื่องจากเกษตรกรโดยทั่วไปจะไม่มีทุน หรือเงินในการที่จะลงทุนในระยะแรก จะมีภาวะกล้าๆ กลัวๆ ถึงแม้จะผ่านกระบวนการอบรมให้ความรู้ไปแล้วก็ตาม

 พณฯ รองนายกฯ รุ่งเรือง กล่าวเปิดงาน

แต่นโยบายของรัฐไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ผมได้รับโอกาสจากท่านครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านมหาชีวาลัยอีสาน จังหวัดบุรีรัมย์ ในการเข้าร่วมประชุมสัมมนาเรื่อง "การดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ณ โรงแรมรอยัลซิตี้ กรุงเทพมหานคร จัดโดยสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ปราชญ์ชาวบ้านจำนวน 40 ศูนย์ทั่วประเทศได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร (โดยการอบรม) เพื่อเกษตรกรจะได้นำความรู้ แนวคิด ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ และให้เข้ากับบริบทของตนเอง มีความเหมาะสมตามภูมินิเวศ และสภาพแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะบังเกิดผลในการพัฒนาการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในปี 2550 จำนวนเกษตรกร 20,000. คน ทั่วประเทศ

 ผอ.กองนโยบายฯ ชี้แจงโครงการ

การจัดสรรงบประมาณไม่เอื้อต่อระบบการผลิต จากที่เจ้าของโครงการคือ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด) ได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับงบประมาณว่า งบประมาณได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ งบในการฝึกอบรม และงบติดตามประเมินผล จึงทำให้ผมได้เกิดข้อสงสัยอย่างยิ่งว่าทำไมไม่มีงบประมาณสำหรับการหล่อลื่น เพื่อให้เกษตรกรได้ได้มีแรงบันดาลใจในการที่จะทำในสิ่งที่ได้ผ่านการอบรมไปแล้ว เพื่อจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนั้นจะประเมินไปทำไม ประเมินแล้วได้อะไร ในเมื่อไม่จัดสรรงบหล่อลื่นให้กับเกษตรกร ผมจึงเกิดข้อสงสัยพร้อมได้ลุกขึ้นถามท่านผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนฯ ในที่ประชุมฯ ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เพียงแต่ว่าจะรับใว้พิจารณา และจะปรับปรุงในปีหน้า ผมจึงยิ่งมีข้อสงสัยเพิ่มเติมอีกว่า แล้วงบประมาณที่ตั้งใว้สำหรับการประเมินผล จำนวน 15 ล้านบาท ตั้งไว้ทำไม จะไปประเมินอะไร หรือจะไปนับเพียงว่าได้ 20,000 คน ตามเป้าเท่านั้นหรือ เพราะเราก็รูทั้งรู้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยากจน แถมยังผูกมัดให้เอาเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนคนจนมาอบรม อบรมไปแล้วเขาจะเอาเงินที่ไหนไปทำ ซึ่งสุดท้ายก็จะได้แต่ปริมาณเท่านั้น เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้เคยอบรม และสนับสนุนปัจจัยการผลิต รายละ 5,000 บาท ผลที่ได้ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และถามว่าในปัจจุบันยั่งยืนสักกี่ราย

 กษ.จังหวัดบุรีรัมย์

เพียงแค่ลมปากจะได้ผลสักเพียงใด ปราชญ์ชาวบ้านก็คือเกษตรกรอีกผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ได้วิเศษวิโสกว่าเกษตรกรโดยทั่วไปมากนัก เพียงแต่ท่านเหล่านั้นมีความเพียรพยายาม มีความตั้งใจจริง มีความทุ่มเทในอาชีพ และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แล้วอยู่ๆ หน่วยงานของรัฐก็มาเอาความมีศักยภาพของท่านเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือ โดยที่ไม่ได้ให้อาวุธกับท่านเหล่านี้เลย แถมยังขีดเส้นให้ท่านเดินตามทางของตนอีกต่างหาก (ใช้ระเบียบของราชการมาผูกมัดกับการทำงานของปราชญ์อย่างมาก) ดังนั้นผมจึงไม่แน่ใจว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงตามวิธีนี้จะสามารถบังเกิดผลสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด หากเป็นไปได้มากก็เป็นสิ่งที่ดี หากล้มเหลวหรือ มีคนนำไปปฏิบัติน้อย หน่วยงานรัฐก็จะบอกว่า ปราชญ์ชาวบ้านก็แค่นั้นแหละ  ไม่ต่างจากที่ตน(รัฐ)ทำ สุดท้ายก็จะเจ็บปวดยิ่งนัก ซึ่งไม่ต่างจากคำกล่าวที่ว่า "หนูลองยา"

อย่างไรก็ตาม ผมเองในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งที่คอยเฝ้าดูการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงของหน่วยงานภาครัฐ ว่าจะมีความจริงใจมากน้อยเพียงใด และในเวลานี้ท่านมีความไว้วางใจปราชญ์ชาวบ้าน ว่าจะสามารถช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้ขยายสู่วงกว้างได้ ก็ขอให้ท่านได้มอบความไว้วางใจอย่างแท้จริง อย่าได้สร้างระเบียบหรือข้อแม้ที่สร้างความลำบากใจในการทำงาน (การกำกับควบคุม) เพราะนั่นไม่ใช่จริตของเครือข่ายปราชญ์ และที่สำคัญต้องเสริมด้วยอาวุธ และกระสุน(งบประมาณ) ในการทำงาน หากเป็นเช่นนั้นผมเชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงไปได้ และมีความยั่งยืนต่อไป

ขอบคุณครับ

อุทัย  อันพิมพ์

11 ก.พ.2550