การแข่งขันเพื่อการศึกษาต้องใช้ต้นทุนสูงมาก

วันที่ 3 กพ.   ได้ไปร่วมงานโรงเรียนของลูก เป็นงานสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองชั้น ป.6 ซึ่งจะมีนักเรียนจำนวนหนึ่ง (และคงจะเป็นจำนวนมาก) ลาออกไปเพื่อไปเข้าเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนอื่นที่มีชื่อเสียง 

วงสนทนาระหว่างผู้ปกครองในรอบปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้  จึงเป็นเรื่องว่า จะให้ลูกเรียนต่อที่โรงเรียนเดิม  หรือไปเรียนที่อื่น  ไปเรียนที่ไหน    

เราเองก็ถูกถามโดยญาติพี่น้อง และ โดยผู้ปกครองคนอื่นๆ   คำตอบของเราคือ  เรียนที่เดิม 

เวลาตอบแบบนี้กับญาติพี่น้อง ก็จะเกิดความเห็นต่างในทันที   มีคนบอกว่า ในเมื่อมีโอกาสทำดีที่สุดให้ลูกได้ ทำไมไม่ทำ   เรายิ้ม ทำดีที่สุดให้ลูก  ในความหมายนี้หมายถึงการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด กระโจนลงไปในเกมการแข่งขันเรื่องการศึกษาอย่างเต็มตัว    

การแข่งขันเพื่อการศึกษาต้องใช้ต้นทุนสูงมาก    

ต้นทุนที่เป็นเงินของพ่อแม่  ไม่ว่าจะเป็นการเรียนพิเศษ  การจ่ายเงินนับหมื่นนับแสนเพื่อฝากลูกให้เข้าเรียน แต่ที่เราเห็นว่า  เป็นต้นทุนสูงมากยิ่งกว่า คือ  การทำลายความเป็นธรรมในสังคมนี้...  นึกถึงเด็กต่างจังหวัดอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาส    

เด็กๆเองก็มีความเครียด  เคยชินกับความคิดเรื่องการแข่งขันเพื่อตนเอง  ยิ่งเด็กที่ผ่านเข้าสู่ระบบ ฝากด้วยเงิน ก็เข้าใจว่าทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงิน   ที่อันตรายมาก คือ  หลายคนแยกแยะความถูกผิดไม่ออก ขอให้ได้สัมฤทธิ์ผล  ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีการใดๆ    เราคิดว่า เราเห็นสิ่งเหล่านี้ในวิธีคิดของผู้ปกครองและนักศึกษาหลายคน  นักศึกษาที่กำลังจะไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศ 

เวลาให้คำตอบกับผู้ปกครองคนอื่นๆ  เราจะตอบว่า  เราชอบที่โรงเรียนเอาใจใส่นักเรียน  ผอ.ต้องการที่จะสร้างโรงเรียนที่ทำให้เด็กมีความคิดเชิงบวก เรียนอย่างมีความสุข  เป็นคนดี  นักเรียนไม่มากนัก   ครูรู้จักนักเรียน แนะนำส่งเสริมให้เขารู้จักตัวเองและได้เลือกเรียนอย่างที่เหมาะกับตัวเอง     

สำหรับเรา  การรู้จักตนเองสำคัญมากเช่นกัน ในระดับมหาวิทยาลัย  เด็กหลายคนเรียนด้วยความทุกข์  ผลการเรียนออกมาไม่ดี  มีปัญหากับผู้ปกครอง ซ้ำเรียนจบแล้ว เกรดต่ำเวลาสมัครงานก็สู้เพื่อนๆไม่ได้อีก    เป็นความทุกข์ต่อเนื่อง      เด็กบางคนตอบไม่ได้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ทราบค่ะ  ตอนเรียนมัธยม  หนูเรียนตลอด 7 วัน ไม่มีเวลาคิดว่าตัวเองชอบอะไร อยากทำอะไร    

ที่โรงเรียน ลูกชายได้ฝึกสมาธิ เรียนโยคะ  เรียนนวด  เล่นเทนนิส  ได้อ่านหนังสือ รู้เท่าทันทุนนิยม เป็นหนังสือที่ ผอ.เขียนเอง อ่านง่ายสำหรับเด็ก  ได้ทานผักปลอดสารพิษจากไร่ของโรงเรียน วันอังคารเป็นวันที่เด็กๆได้เป็นตัวของตัวเอง เด็กๆแต่งชุดไปรเวท ไม่ต้องใส่เครื่องแบบ  เป็นโรงเรียนเอกชนที่ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ถูกมาก (จนเราคิดว่าถูกเกินไป)  และไม่มีการเรียกเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะ หรืออื่นๆ   

งานโรงเรียนวันนั้น  จึงได้เห็นเด็กๆ  ร้องเพลง ขับเสภา แสดงละคร  เล่นโยคะ   และอื่นๆอีกมากมาย   เด็กๆ ไม่ต้องแต่งหน้าแต่งตา   อาจารย์เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง เคยพูดตรงใจเราว่า   เวลาเป็นเด็กที่สดใสนั้นน้อยนิด ทำไมจึงต้องรีบแต่งหน้าแต่งตาให้เด็กเป็นผู้ใหญ่  ตอนลูกเรียนที่ญี่ปุ่น  เด็กๆก็ไม่ต้องแต่งหน้าแต่งตา  เด็กน่ารักที่การแสดงออก แก้มสีแดง ผิวเนียนใสของเด็ก สวยกว่าเครื่องสำอางฉาบฉวยใดๆ 

เราเห็นว่า อมาตยกุล เป็นโรงเรียนทางเลือก  ที่เราอยากเห็นในสังคมไทยและนึกขอบคุณ ผอ.มาก แม้ไม่เคยได้มีโอกาสบอก    

ครั้งหน้าจะเล่าเรื่องโรงเรียนที่ญี่ปุ่นค่ะ